วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ก้าวไปอีกขั้นกับการเป็นผู้นำการรักษาด้วย Probiotics เฉพาะบุคคล

ศูนย์ดูแลสมดุลลำไส้ รพ. พญาไท 2 ในเครือ รพ. พญาไท-เปาโล


กรุงเทพฯ – มนุษย์เริ่มรู้จักจุลินทรีย์ว่าเป็นแบคทีเรียตัวร้ายที่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้นตั้งแต่สมัยหลุยส์ ปาสเตอร์ ต่อมาเมื่อปี 2 007 สถาบันเฉพาะแห่งชาติอเมริกา The Human Genome Project ได้มีการค้นคว้าวิจัยทำการวิเคราะห์ยีนของจุลินทรีย์แต่ละสายพันธุ์มีชื่ออะไรบ้าง รวมถึงประโยชน์ของจุลินทรีย์แต่ละสายพันธุ์ และได้ค้นพบว่ามนุษย์มียีนอยู่ทั้งหมดประมาณ 20,000 ยีน จำนวนเท่ากับแมลงวัน แต่มนุษย์มีโครงสร้างยีนที่ซับซ้อนกว่าจากจุลินทรีย์ในร่างกาย ที่มีมากกว่ามนุษย์ 1,000 เท่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาสนใจจุลินทรีย์ หรือ Probioticในร่างกายของเรานั้นมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ จุลินทรีย์ที่ไม่ก่อประโยชน์และโทษและจุลินทรีย์ตัวร้ายที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย จุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์นั้น  คือคำที่เราได้ยินกันว่า Probiotic นั่นเอง

พญ. กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี (หมอเพื่อน)  

พญ. กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี (หมอเพื่อน)  ผู้อำนวยการ ศูนย์ Premier Life Center โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา จำนวนจุลินทรีย์ยังคงเป็นศูนย์ “0” แต่ทันใดที่คลอดออกมาเพียง 2 ชั่วโมงก็จะมีจำนวนจุลินทรีย์ 10,000 ล้านตัว ที่เกิดขึ้นจากบุคคลแรกที่สัมผัสทารก เสื้อผ้าที่ทารกสวมใส่ อากาศที่เราหายใจ และเพิ่มเป็น 100 ล้านล้านตัว เมื่อครบ 1 สัปดาห์ เท่ากับเราทุกคน ณ ตอนนี้ จุลินทรีย์สามารถสร้างขึ้นได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่จะเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีหรือร้ายก็ขึ้นกับตัวเรานั่นเอง เช่น หากดื่มแอลกอฮอล์มาก พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียด ก็จะเป็นจุลินทรีย์ร้ายที่มาทำลายจุลินทรีย์ตัวดีให้หายไปเรื่อยๆ  

พญ. กอบกุลยา เล่าต่อถึงประโยชน์ของ Probiotics หรือจุลินทรย์ชนิดดี “โดยทั่วไปแล้ว Probiotics มีประโยชน์ในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ที่มีผลดีต่อสุขภาพรวมของร่างกาย โดยสรุปบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ 6 ด้าน คือ 1. จุลิทรีย์ดีอำนวยการสร้างวิตามินให้กับมนุษย์ ทั้งวิตามิน B1, B6 ,B12, Folic และ วิตามิน K  2. ช่วยในเรื่องผิวพรรณ เพราะมีความเชื่อมต่อกันระหว่าง Gut-Brain-Skin Axis คือความเชื่อมโยงทางการแพทย์ระหว่างลำไส้ สมอง และผิวหนัง 3. เป็นแหล่งภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เพราะ 70% ของ Secretory IgA Antibody ที่ฆ่าเชื้อโรค สร้างจากต่อมน้ำเหลืองที่ผนังลำไส้ 4. ควบคุมความหิว อิ่ม เพราะจุลินทรีย์ดีสามารถสร้างกรดไขมันขนาดสั้น Acetate , Butyrate สั่งการสมอง ให้สร้างฮอร์โมนควบคุมความหิว อิ่ม Cholecystokinin และ Peptide yy ได้ 5. สมดุลในเรื่องของอารมณ์ (Gut - Brain Axis) เพราะลำไส้สามารถสร้างสารสื่อประสาทสมอง Serotonin ได้เช่นเดียวกันกับสมอง 6. ช่วยในเรื่องของการป้องกันมะเร็ง เพราะจุลินทรีย์ที่ดีจะทำให้โปรตีนที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ผันไปเป็นสาร Nitrosamine หรือ สารก่อมะเร็ง

พญ. กอบกุลยา อธิบายเพิ่มเติมว่า “ในแต่ละวัน จุลินทรีย์ในร่างกายจะไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปริมาณและชนิด ตาม Lifestyle และการใช้ชีวิต ความต้องการ Probiotics ในแต่ละบุคคลจึงแตกต่างกันออกไปตามสภาวะสุขภาพ ดังนั้นการเติม Probiotics ให้แต่ละคนจึงมีความจำเป็นต้องเติมให้ เหมาะสมในเฉพาะบุคคล ซึ่งในปัจจุบันเราจะมีข้อมูลในเรื่องของสายพันธุ์ที่ถูกค้นคว้าแล้วจากจำนวนกว่า 35,000 สายพันธุ์ เราพอจะรู้ว่าแต่ละสายพันธุ์จะช่วยในเรื่องอะไรบ้าง ก็นำเอามาปรับใช้ในทางการรักษา เช่น บางคนมีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร มีภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ เป็นต้น ดังนั้นการใช้ Probiotics เฉพาะบุคคล คือการเลือกสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ดีที่สุดสำหรับความต้องการของแต่ละคน นั่นเอง เพื่อให้ตรงจุดและความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละบุคคลให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุด ซึ่งควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ โดยแพทย์จะทำการประเมิน ตรวจสุขภาพ พร้อมให้ คำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล รวมไปถึงการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของ การใช้ Probiotics ในระยะยาว

ด้าน นพ.ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ ผอ.ฝ่ายมาตรฐานการแพทย์กลุ่ม 5 และผอ.ฝ่ายสนับสนุนการแพทย์โรงพยาบาลพญาไท2 เปิดเผยถึงเทรนด์สุขภาพของคนยุคปัจจุบันว่า “สุขภาพและ Probiotics เป็นเรื่องที่คนหลายคนให้ความสำคัญอย่างมากเนื่องจากการใส่ใจดูแลสุขภาพและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ การใช้ Probiotics เข้ามามีบทบาทในการรักษาโรคบางโรค และถือเป็นอีกทางเลือกที่มีประโยชน์ในการเสริมสุขภาพลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ต้องรับประทานยา ซึ่งโรงพยาบาลพญาไท 2
ในเครือรพ. พญาไท - เปาโล เป็นแห่งแรกในไทยที่เปิดให้บริการดูแลรักษา Probiotics เฉพาะบุคคล”

​ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากมายในตลาดเกี่ยวกับการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย ซึ่งเป็นแบบรวม แต่หากให้แนะนำ ควรตรวจสอบว่าร่างกายของเราขาดจุลินทรีย์ชนิดใด แล้วจึงเลือกเติมจุลินทรีย์ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิธีการตรวจคือ การตรวจอุจจาระ ก็สามารถทราบได้ว่าเรามีจุลินทรีย์สายพันธุ์ใดบ้าง มีตัวร้าย ตัวดี จำนวนมากน้อยแค่ไหน แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกับอาการของผู้ป่วย เพื่อนำไปปรับและผลิต Probiotics สายพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วย พร้อมทั้งคุณหมอจะแนะนำวิธีการใช้ชีวิต ปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล

นพ.ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ 

​“ทั้งนี้ รูปแบบของ Probiotics ที่ผู้ป่วยจะได้รับจะเป็นแคปซูลบรรจุ Probiotics โดยคุณสมบัติของแคปซูลที่ออกแบบมานี้จะเป็น Acid resistant vegan capsule ที่มีความทนต่อกรดได้สูงทำให้คงคุณภาพของ Probiotics ได้จนถึงบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยปกติเมื่อเรากลืน Probiotics เข้าไปแล้ว เจ้า Probiotics สามารถตายได้ตลอดทางเนื่องจากจุลินทรีย์นี้ทนต่อสภาพเป็นกรดได้ไม่ดี จึงทำให้เขาอยู่ในกระเพาะอาหารไม่ได้เพราะทนความเป็นกรดไม่ได้นั่นเอง แหล่งที่มีจุลินทรีย์เยอะที่สุดคือลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรจะสามารถลำเลียง Probiotics ไปที่ลำไส้ใหญ่ได้โดยรักษาคุณภาพของจุลินทรีย์ให้สดใหม่และมีชิวิตเกือบ 100%” พญ. กอบกุลยา กล่าว


​สำหรับเทรนด์ในอนาคต พญ. กอบกุลยา ทิ้งท้ายไว้ว่า “ปัจจุบันคำที่เรามักคุ้นหูกันคือ Probiotics คือ จุลินทรีย์ตัวดี Prebiotic คือ อาหารของจุลินทรีย์ตัวดี Synbiotic คือ Probiotic และ Prebiotic ในอนาคตจะมี Postbiotics คือผลผลิตที่เป็นประโยชน์ที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น Postbiotics เป็นอีกผลผลิตหนึ่งของจุลินทรีย์ ที่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพของร่างกายในหลายๆ ด้าน การวิจัยในสาขานี้ยังคงพัฒนาอยู่และอาจนำไปสู่การใช้ Postbiotics เพื่อรักษาและป้องกันโรคในอนาคตต่อไป”

ข่าวประชาสัมพันธ์

งานฮาลาลที่ดีที่สุดในไทย “Thailand Halal Assembly 2023”

  สร้างพลัง..เปลี่ยนแนวคิดวิถีฮาลาลแบบเดิม   สู่ฮาลาลดิจิทัลเพื่อเข้าถึงฮาลาลได้มากขึ้น ผลักดันฮาลาลไทยยืนหนึ่งในตลาดโลก เปลี่ยนแนวคิดวิถีฮา...

โวยวายดอทคอม