แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ลุยเรียนเต็มที่ไม่มีสะดุด! “คิทโด้” ชวนคุณแม่เสริมพัฒนาการเรียนรู้และภูมิคุ้มกันลูกน้อย

ด้วยวิตามินเม็ดเคี้ยว 2 สูตร จัดโปรแรง “ซื้อ 1 แถม 1” เพียง 49 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น


หลังจากเปิดเทอมและลุยเรียนกันมาสักพักใหญ่ เด็กๆ วัยเรียนต่างต้องใช้พลังงาน สมองและสายตา ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมในแต่ละวันอย่างเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพรอบด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ที่ดี ควบคู่ ไปกับร่างกายที่แข็งแรง “คิทโด้” (KITDO) วิตามินเม็ดเคี้ยว จึงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งในการบำรุงสมอง สายตา และเสริมภูมิคุ้มกัน ให้น้องๆ พร้อมรับมือกับการเรียนและเล่นสนุกได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ วัน

“คิทโด้” อร่อย ทานง่าย หอมกลิ่นผลไม้ โดยไม่เติมน้ำตาลและไม่ใส่สารกันเสีย มีให้เลือก 2 สูตร 2 รสชาติ ได้แก่ รสส้มเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน และรสมิกซ์เบอร์รี่เพื่อบำรุงสมองและสายตา ที่อัดแน่นไปด้วย คุณประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับเด็กวัยเจริญเติบโตและทุกคนในครอบครัว บรรจุซองละ 12 เม็ด พิเศษเพิ่มปริมาณแถมฟรีอีก 3 เม็ด (รวมเป็น 15 เม็ดต่อซอง) มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดคุ้มต้อนรับฤดูกาลแห่งการเรียนรู้ “ซื้อ 1 แถม 1” (คละรสชาติได้) ในราคาพิเศษเพียง 49 บาท (จากปกติ 98 บาท) ตั้งแต่วันนี้ - 23 กรกฎาคม 2569 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ

เริ่มต้นการปกป้องลูกน้อยด้วย “คิทโด้ ไอมู อะเซโรลา ซี พลัส มัลติวิตามิน” (KITDO IMU Acerola C Plus Multivitamin) วิตามินเม็ดเคี้ยวรสส้ม ช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดและภูมิแพ้ ชูจุดเด่นด้วยปริมาณวิตามินซี คุณภาพสูง โดย คิทโด้ IMU เพียง 2 เม็ด ให้คุณค่าวิตามินซีธรรมชาติ เท่ากับส้ม 1 ผล ผสานคุณประโยชน์จากวิตามินซีธรรมชาติ (Acerola Cherry Extract 150 mg.) นำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดูดซึมไวและอยู่ในร่างกายได้นาน อ่อนโยนไม่ระคายเคือง กระเพาะอาหาร เสริมทัพความแข็งแรงด้วย ซิงค์สูง (High Zinc) ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ วิตามินดี และวิตามินรวมถึง 13 ชนิด เพื่อร่างกายที่แข็งแรงพร้อมลุยทุกกิจกรรม

สำหรับน้องๆ ที่ต้องเรียนหนักและใช้สายตากับหน้าจอแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน แนะนำ “คิทโด้ โปร ดีเอชเอ พลัส บิลเบอร์รี่” (KITDO Pro DHA Plus Bilberry) วิตามินเม็ดเคี้ยวรสมิกซ์เบอร์รี่ สูตรสำหรับเด็กวัยเรียนรู้ที่ช่วยบำรุงสมองและสายตาโดยเฉพาะ อุดมไปด้วยดีเอชเอสูง (High DHA) จากน้ำมันปลาทูน่าบริสุทธิ์นำเข้าจากออสเตรเลีย โดย คิทโด้ โปร ดีเอชเอ เพียง 1 เม็ด มีปริมาณ DHA 

เทียบเท่ากับการดื่มนมถึง 2 กล่อง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง เพิ่มความจำ และการเรียนรู้ พร้อมผสานพลังจากสารสกัดบิลเบอร์รี่และวิตามินเอสูง (High Vitamin A) ที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น ลดความอ่อนล้าของสายตา เสริมด้วยโอเมก้า 3, 6, กรดโฟลิก (Folic Acid) ช่วยบำรุงเลือดและระบบประสาท รวมถึง วิตามินบีรวมอีก 7 ชนิด (บี 1, บี 3, บี 5, บี 6, บี 12, โฟลิก, ไบโอติน) เพื่อการดูแลที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ วัน แนะนำให้เด็กๆ รับประทานวันละ 1-3 เม็ดต่อสูตร เคี้ยวอร่อย ได้ ประโยชน์เต็มๆ คำ “คิทโด้” เป็นวิตามินเม็ดเคี้ยวที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ รับประทานง่าย หอมกลิ่นผลไม้ ไม่เติมน้ำตาล และไม่ใส่สารกันเสีย จึงเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ และน้องๆ 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ “คิทโด้” ทั้ง 2 สูตรเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ www.bshine.co.th/kitdo/, FB Page : kitdoclub,
Line : @Kitdo, TikTok : bshine.official, และ IG : bshinenutritionplus

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สุดเจ๋ง! อภัยภูเบศร กวาด 3 รางวัลสมุนไพรคุณภาพแห่งชาติ


สุดเจ๋ง!  อภัยภูเบศร กวาด 3 รางวัลสมุนไพรคุณภาพแห่งชาติ ตอกย้ำการพัฒนาสมุนไพร 40 ปี พร้อมแจกหนังสือและต้นพันธุ์สมุนไพรฟรีในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ 

อภัยภูเบศร สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง หลังคว้า 3 รางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาสมุนไพรไทยบนฐานงานวิจัยและมาตรฐานการผลิตที่สั่งสมมายาวนานกว่า 40 ปี พร้อมชวนคนไทยมาเรียนรู้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 จัดโดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “Natural Roots – Economic Boost : จากธรรมชาติ สู่การสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่การเป็นทั้งเครื่องมือดูแลสุขภาพและฐานเศรษฐกิจชีวภาพสำคัญของประเทศ ระหว่างวันที่ 2 -5 กรกฎาคม 2569 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11-12 หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน คือ การประกวดรางวัลสมุนไพรคุณภาพ ซึ่งในปีนี้มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมกิจกรรม โดย อภัยภูเบศร หนึ่งในองค์ภาคีร่วมจัดงาน ได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ รวม 3 รางวัล 









พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “ ทั้ง 3 รางวัลที่ได้รับในปีนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาสมุนไพรไทยบนฐานงานวิจัยและมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี สามารถยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ทั้ง 3 รางวัลที่ได้รับ ได้แก่

 “รางวัลปลูกไทยด้วยใจรักษ์” เป็นรางวัลจากกิจกรรมการประกวดผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นภาครัฐ ซึ่งยาแคปซูลเพชรร้อยข้อ จากสมุนไพรเพชรสังฆาต ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รับรางวัลประเภทยาเดี่ยว  ระดับ Gold และ  รางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ PREMIUM HERBAL PRODUCTS 2569 อีก 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ “อภัยบี-เมล่อน” จากมะระขี้นก สำหรับช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึง “มัสคูล สเปรย์” จากกระดูกไก่ดำ พัฒนาเป็นยาทดแทนสเปรย์แก้ปวดกล้ามเนื้อและข้อกลุ่ม NSAIDs  ได้รับรางวัล ประเภทที่ 2 PREMIUM HERBAL PRODUCTS SUSTAINABLE ที่ตอกย้ำถึงคุณภาพสมุนไพรไทยที่พัฒนาบนฐานงานวิจัย และ มาตรฐานการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์มัสคูล สเปรย์ จากกระดูกไก่ดำ ก็ได้กวาดรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ และ Prime minister Herbal Award (PMHA) มาแล้ว” พญ.วลีรัตน์ กล่าว



พญ.วลีรัตน์  กล่าวต่อว่า “นอกจากความสำเร็จด้านรางวัลแล้ว ภายในงาน อภัยภูเบศร ยังชวนประชาชนเรียนรู้ผ่านกิจกรรม และนิทรรศการภายในบูธที่เน้นให้ประชาชนสามารถใช้สมุนไพรไทยเพื่อการพึ่งตัวเอง เสริมเกราะป้องกันสุขภาพในยามภัยพิบัติ มีการจัดทำหนังสือ บันทึกของแผ่นดิน 16 “สมุนไพรเกราะป้องกันสุขภาพในภัยพิบัติ” ที่มีการจัดแบ่งกลุ่มสมุนไพรเป็น 16 กลุ่ม ครอบคลุมเพื่อการใช้ประโยชน์จริง ภายในเล่มพร้อมสูตรการทำยาต่างๆ นำมาแจกฟรีในงานวันละ 200 เล่ม  และ พันธุ์สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน วันละ 300 ต้น อาทิ หอมแส้ (หอมภูเขา) รางจืด (สายพันธุ์สารสำคัญสูง) พลูลงยา และ กะเพราะป่า พร้อมมีเภสัชกร และ แพทย์แผนไทยมาให้ความรู้ ให้คำปรึกษาสุขภาพและการใช้ยาสมุนไพร ฟรี ตลอดทั้งงาน” 

ท่านที่สนใจสามารถร่วมเรียนรู้และสัมผัสนวัตกรรมสมุนไพรไทยจากอภัยภูเบศรได้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 วันที่ 2-5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11-12 สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-0287710

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

OMODA & JAECOO เปิดตัว JAECOO 6T REEV รถ REEV ขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกของไทย


ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทางOMODA & JAECOO เปิดตัว JAECOO 6T REEV รถ REEV ขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกของไทย ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทาง ยกระดับทางเลือกใหม่ของคนไทย ด้วยเทคโนโลยี REEV ในราคาต่ำล้านบาท

กรุงเทพฯ – 29 มิถุนายน 2569 – OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดตัว JAECOO 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026  โดยชูเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ของแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานในประเทศไทย ตั้งแต่การขับขี่ในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะและการยึดเกาะ JAECOO 6T REEV มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า 100% ด้วย อัตราเร่งดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารเงียบ การตอบสนองของกำลังรวดเร็วและการส่งกำลังที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ 


JAECOO 6T REEV 2WD Max เปิดราคาพิเศษ 879,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท และ JAECOO 6T REEV 4WD Ultra เปิดราคาพิเศษ 979,900 บาท จากราคาปกติ 999,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับแบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดควบคุม* รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี* ฟรี AC Portable Charger* และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรกที่จองภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และรับรถภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดย OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมด้านการส่งมอบ JAECOO 6T REEV ให้ครบภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดหลังการเปิดตัว พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้รับรถอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

JAECOO 6T REEV นำเสนอเทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าขยายระยะทาง ซึ่งผสานจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับระบบสร้างพลังงานสำรองภายในรถ เพื่อมอบการขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และตอบสนองรวดเร็ว พร้อมช่วยให้การวางแผนการเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักได้ หรือหากคุณจะเดินทางในระยะไกลที่การชาร์จไม่เพียงพอ ระบบก็สามารถผสานพลังงานน้ำมันมาขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อมอบพลังงานอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความกังวล 

เทคโนโลยี REEV: ประสบการณ์ขับขี่แบบไฟฟ้า พร้อมการใช้งานที่ครบถ้วนยิ่งขึ้นระบบ REEV ทำงานในรูปแบบ Series Hybrid โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เท่านั้น โดยไม่ได้ส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง จึงยังคงให้ความรู้สึกในการขับขี่แบบรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง เมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขับขี่อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนพาวเวอร์แบงก์ที่ติดกับรถไปทุกที่ ทำให้สามารถใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน และเดินทางต่อเนื่องในระยะไกลได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น สะท้อนแนวคิด "ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้" (When Life Happens, Keep Moving!)

JAECOO 6T REEV: สมรรถนะและเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้
JAECOO 6T REEV รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุด 190 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และสูงสุด 160 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ขณะที่ระยะทางขับขี่รวมทำได้สูงสุด 800 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และ 750 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ครอบคลุมทั้งการใช้งานประจำวันและทริประยะไกลโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้รถมากนัก และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ในด้านสมรรถนะ รุ่น 2WD ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 300 นิวตันเมตร ขณะที่รุ่น 4WD ให้กำลังสูงสุด 428 แรงม้า พร้อมแรงบิด 505 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.5 วินาที เสริมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD ที่ปรับการทำงานระหว่าง 2WD และ 4WD โดยอัตโนมัติ พร้อมกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์

JAECOO 6T REEV ยังออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน ด้วยความสามารถในการลุยน้ำท่วมขังระดับ 600 มิลลิเมตร ความสามารถในการขึ้นทางลาดชัน 55% หรือประมาณ 29 องศา และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบในรุ่น 4WD ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและเส้นทางออฟโรด

แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 33.67 kWh รองรับการชาร์จจากภายนอก โดยชาร์จ AC ได้สูงสุด 6.6 kW และชาร์จ DC ได้สูงสุด 100 kW เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับการชาร์จได้ทั้งที่บ้านและระหว่างการเดินทาง Smart Power, Smart Distance, Smart Technology: จุดเด่นที่ออกแบบสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย

JAECOO 6T REEV มาพร้อมกับคอนเซปต์ When Life Happens, Keep Moving ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้ เพื่อให้เหมาะกับบริบทการใช้รถในประเทศไทย ทั้งการจราจรในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะ การยึดเกาะ และความปลอดภัยสูง

Smart Power พลังที่ตอบสนองทุกสถานการณ์ สะท้อนผ่านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ให้การตอบสนองรวดเร็วตามแบบรถไฟฟ้า ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ ช่วยให้รถปรับการทำงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ เสริมด้วยช่วงล่างด้านหลังแบบ 

H-ARM ที่ช่วยเพิ่มการทรงตัว ความนุ่มนวล และการยึด เกาะถนนSmart Distance สบายใจในทุกการเดินทาง พร้อมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยระยะทางที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในชีวิตประจำวัน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการเดินทางไกลด้วยระบบขยายระยะทาง เสริมด้วยฟังก์ชัน V2L ขนาด 2.3 kW และ Camping Mode สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการใช้งานนอกสถานที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเบาะนั่งแบบ Super Comfort ที่มาพร้อมที่รองขา ฟังก์ชันนวด ระบบระบายอากาศ และการปรับดันหลังด้วยไฟฟ้า ขณะที่พนักพิงเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนได้ 2 ระดับ เพื่อความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง 

Smart Technology เทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมดูแลทุกการเดินทาง ด้วยการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความมั่นใจในทุกสถานการณ์ มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 15 ฟังก์ชัน กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา และระบบชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สาย 50 วัตต์


คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “JAECOO 6T REEV สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในประเทศไทย ด้วยระบบ REEV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักและมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขยายระยะทาง รถรุ่นนี้จึงมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้า 100% พร้อมความสะดวกในการเดินทางในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน การเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น เราเชื่อว่า JAECOO 6T REEV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความสะดวก และความมั่นใจในการใช้งาน” ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมือง และนอกเมืองได้อย่างลงตัว 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.omodajaecoo.co.th/th ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
อย่างเป็นทางการของ OMODA & JAECOO ประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โทร. 02-020-8888

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

JAS Asset ชูโมเดล Mixed-Use Community Mall รับ Longevity Trend


บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจอสังหา ในรูปแบบของคอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีสาขากระจายตัวอยู่ในชุมชนอย่างเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของชุมชน โดยที่ผ่านมาของการดำเนินงาน ของกลุ่มธุรกิจนั้น ความสามารถและวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรมีความสำคัญที่สุดในการที่จะนำพาองค์กรฝ่าวิกฤติ  ที่เกิดขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง สงคราม ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงเทรนด์ผู้บริโภค การปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของกระแสสังคม ถือว่าเป็นโจทย์หลักที่ท้าทาย ในการปรับกลยุทธ์              เพื่อรองรับและเข้าถึงชุมชนได้ตรงตามที่ได้วางเป้าหมายไว้

คุณสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer : CEO) บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2026 เราได้ดำเนินธุรกิจมาด้วยโจทย์ที่มีความยาก ความท้าทายสูงพอสมควร ซึ่งก็มีทั้งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และต้องปรับตามโลกที่หมุนเร็วขึ้นในทุกวัน การดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังนี้ เราเล็งเห็นว่า ชุมชนต้องการอะไรจากเรามากกว่าการที่จะเราจะถามว่า ลูกค้าต้องการจะมาซื้ออะไรจากเรา ในทุกวันนี้ที่ศูนย์การค้าหลายแห่งมีการแข่งขันกันด้วยขนาด พื้นที่ และจำนวนร้านค้า JAS Community Mall เราเลือกเดินในเส้นทางและวางกลยุทธ์ที่แตกต่าง JAS เชื่อว่าศูนย์การค้าที่มีคุณค่าที่สุด อาจไม่ใช่ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุด แต่คือศูนย์การค้าที่เข้าใจผู้คนในชุมชนมากที่สุด”  

หากว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่แข่งกันเป็น Destination ของเมือง JAS Community Mall ขอวาง  กลยุทธ์ให้เป็น Destination ของชุมชน ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา JAS Asset เติบโตเคียงข้างชุมชน ผ่าน Community Mall ในหลากหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประสบการณ์ทำให้ JAS ได้เรียนรู้ว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงสถานที่สำหรับซื้อสินค้า แต่ต้องการ "พื้นที่ใช้ชีวิต" ที่สามารถเข้ามาใช้เวลา พบปะผู้คน สร้างความทรงจำ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนมากกว่า



จากแนวคิดดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่บริษัทฯพัฒนา แจส กรีน วิลเลจ คู้บอน ในการเป็นโครงการต้นแบบแรกในลักษณะ Mixed-Use เต็มรูปแบบ เป็นการบูรณาการผสมผสานธุรกิจที่มีอยู่ในเครือ เพื่อเป็นพื้นที่  ให้ชุมชนได้เข้ามาใช้บริการได้ทุกกลุ่ม และยังตอบโจทย์กระแสการใส่ใจดูแลสุขภาพ และรองรับสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย ภายในโครงการประกอบไปด้วย

·      คอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซูเปอร์มาร์เก็ต คลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม  ร้านเสริมสวย ร้านนวด โรงเรียนสอนทักษะและสอนพิเศษ ศูนย์อาหาร ร้านหนังสือ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ มากมาย รวมมากกว่า 200 ร้านค้า

·      JAS Sport Club ประกอบด้วย Pickleball 1 Court / Badminton 5 Courts (สาขาคู้บอน) และ 9 Courts (สาขาศรีนครินทร์) / Football Arena (สาขาคู้บอน) 2 สนาม อีกทั้งยังมีกิจกรรม Aerobic Community ที่จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

·      โรงแรมแบบ Premium Budget ภายใต้ชื่อ เซนส์ โฮเทล (SENS Hotel) จำนวน 77 ห้อง

·      ซีเนร่า เวลเนส ขนาด 52 เตียง บริการดูแลผู้สูงอายุแบบรายวัน ระยะสั้น และระยะยาว รับดูแล 
ผู้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อมาพักฟื้นหลังการผ่าตัด อาการสโตรก และดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

·      ซีเนร่า คลินิกกายภาพบำบัด สำหรับผู้มีภาวะออฟฟิส ซินโดรม บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ

·      Vasu Pain Management Clinic ศูนย์ดูแลและรักษาอาการปวดกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทโดยแพทย์เฉพาะทางที่เน้นหลีกเลี่ยงการผ่าตัด หรือผ่าตัดในเวลาที่เหมาะสม

·      Green Community พื้นที่สีเขียว และสนามเด็กสำหรับครอบครัวทำกิจกรรมต่าง ๆ

 “2026 จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่มีความท้าทายสูงมากในการดำเนินธุรกิจ ด้วยโอกาสจากที่เราเห็นในชุมชน ทำให้เราได้มีการปรับขยายธุรกิจ ในหลาย ๆ สาขาของเรา ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มพันธมิตรที่เรามีอยู่ เติบโตมาด้วยกันกับเราตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยกันทำให้เกิด Tenant Mix ที่หลากหลายมากขึ้นและเราจะคงความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้ พร้อมกับการพัฒนาให้เติบโตไปด้วยอย่างต่อเนื่อง” คุณสุพจน์กล่าว  

คุณพงศิยา กิตติขจร Senior Vice President บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของ SENERA ที่ผ่านมาเราได้มีการรีแบรนด์จาก SENERA Senior wellness เป็น SENERA มีการแบ่งรูปแบบการทำธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสามารถขยายฐานลูกค้า และจับกลุ่มได้หลากหลายขึ้น และยังสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) โดยเบื้องต้นแยกเป็น 2 Segments คือ Wellness และ Hospitality ในส่วนของ Wellness ประกอบไปด้วย Senior Nursing Homes & Assisted Living Care และคลินิกกายภาพบำบัด ที่จะเปิดให้บริการสำหรับบุคคลภายนอกในไตรมาสที่ 3  ซึ่งธุรกิจ Wellness จะมีเพียงที่สาขาคู้บอนเท่านั้น ณ ขณะนี้ 

ในส่วนของ Hospitality เป็นการปรับกลยุทธ์จากธุรกิจ Nursing homes จากอาคาร Active Living เดิมที่มีอยู่มาในรูปแบบธุรกิจโรงแรมภายใต้ชื่อ  “SENS Hotel Bangkok Kubon” เน้นการเข้าพักที่มีความสบาย สะอาด สะดวก ปลอดภัย เรียบง่ายในราคาที่คุ้มค่า และยังช่วยเติมเต็มความต้องการของธุรกิจเดิมฝั่ง Wellness รองรับลูก หลาน ญาติที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต่างประเทศ ให้มีห้องพักอยู่ใกล้ๆบริเวณเดียวกันเพื่อความสะดวกในการมาเยี่ยม และด้วยการดีไซด์ห้องพักเดิมที่รองรับผู้สูงอายุ ทำให้โรงแรม        ตอบโจทย์ลูกค้าที่มาพักพร้อมกับผู้สูงอายุอีกด้วย

จากผลตอบรับที่ดีในการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ เราจึงกำลังดำเนินการปรับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่สาขา บางบัวทองมาเป็น “SENS Hotel Nonthaburi Bangbuathong” ที่ตั้งอยู่ภายในห้างแจส กรีน วิลเลจ บางบัวทอง โดยจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 เช่นกัน  “เรามั่นใจว่าการปรับกลยุทธ์โดยการบูรณาการธุรกิจ Wellness กับ Hospitality ในครั้งนี้ รวมถึงการเชื่อมโยงการบริการต่างๆในฝั่ง Community Mall จะทำให้เราเติบโตได้มั่นคงขึ้นอย่างยั่งยืน”



คุณชิน พิทักษ์ นรเทพกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operating Officer : COO) บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะ COO เป้าหมายหลักของผมในปี 2026 นี้ คือการนำวิสัยทัศน์ 'Community Living Ecosystem' มาปฏิบัติจริงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกโครงการ หัวใจสำคัญคือการสร้าง 'Operational Synergy' ระหว่างธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Journey) ระหว่างฝั่ง Community Mall, Wellness Center และ Hospitality ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เรามุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่แบบบูรณาการที่ตอบโจทย์ Longevity Trend อย่างจริงจัง ผ่านการใช้ข้อมูล (Data-Driven Operations) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจริงของชุมชน เพื่อปรับปรุงบริการและ Tenant Mix ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัยในทุกมิติ โดยกำหนดมาตรฐานการทำงานที่สูง (High Standard Operations) เพื่อให้ JAS Mixed-Use Community Mall เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นมิตร และสามารถรองรับการใช้ชีวิตของชุมชนทุก Generation ได้อย่างแท้จริง ซึ่งนี่คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้โมเดลธุรกิจใหม่นี้เติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้แก่องค์กร”



เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน เพราะJAS เชื่อว่าอนาคตของ Community Mall ไม่ใช่การเป็นเพียงศูนย์การค้า หรือ สถานที่ช้อปปิ้ง แต่ที่สุดแล้วคือการเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงพื้นที่ที่เด็กสามารถเสริมสร้างการเรียนรู้และเล่นกีฬา ออกกำลังกาย เพิ่มทักษะ ยกระดับให้เป็นพื้นที่ที่ครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน อีกทั้งพื้นที่ที่ผู้สูงอายุได้รับการดูแล พื้นที่ที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเติบโตได้ และพื้นที่ที่ชุมชนรู้สึกว่าเป็น "บ้านหลังที่สอง" บ้านอีกหลังที่ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และนี่คือทิศทางใหม่ของ JAS Asset จาก Community Mall สู่ Community Living Ecosystem ที่ไม่ได้เติบโตเพียงธุรกิจ แต่เติบโตไปพร้อมกับผู้คน ชุมชน และสังคมTogether We Grow. The Second Half Begins

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

CP LAND ต่อยอดพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบระดับพรีเมียม เปิดเกมบ้านหรูภูมิภาค 2 จังหวัด


CP LAND เร่งเกมบ้านหรูภูมิภาค ส่ง 'SŌLVANI' เจาะกำลังซื้อคุณภาพนครสวรรค์–พิษณุโลก ชูรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ต่อยอดกลยุทธ์ Premium Regional Living พร้อมดึง อ.คฑา ถ่ายทอดศาสตร์ ฮวงจุ้ยเพื่อคุณภาพทุกชีวิต

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มขยายการลงทุนจากกรุงเทพฯ สู่ภูมิภาค เพื่อตอบรับกำลังซื้อคุณภาพที่มองหาที่อยู่อาศัยมาตรฐานสูงใกล้บ้านเกิด




บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์  เดินหน้าต่อยอดพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบระดับพรีเมียม เปิดเกมบ้านหรูภูมิภาค 2 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท โครงการ SŌLVANI NAKHONSAWAN (โซลวานี นครสวรรค์) และ SŌLVANI PHITSANULOK (โซลวานี พิษณุโลก) อย่างเป็นทางการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ของแต่ละเมืองเข้ากับมาตรฐานการอยู่อาศัยสมัยใหม่ พร้อมชูจุดแข็งด้านคุณภาพการก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และการรับประกันโครงสร้างบ้านนานถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่โดดเด่นของตลาดบ้านเดี่ยวในภูมิภาค

การเปิดตัว SŌLVANI ทั้งสองโครงการ สะท้อนทิศทางการเติบโตของ CP LAND ในตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม โดยมุ่งตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัย ความเป็นส่วนตัว สภาพแวดล้อม และมูลค่า
ของทรัพย์สินในระยะยาว 



คุณดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย กล่าวว่า “ตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การตัดสินใจเลือกบ้านในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือขนาดพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการอยู่อาศัย คุณภาพงานก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว นครสวรรค์และพิษณุโลกเป็น 2 เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนล่างที่มีฐานผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในตลาดยังมีจำกัด ส่งผลให้ทั้งสองจังหวัดเป็นทำเลยุทธศาสตร์ในการขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบนของ CP LAND”

CP LAND จึงพัฒนา SŌLVANI ภายใต้แนวคิด Premium Regional Living โดยนำมาตรฐานการพัฒนาโครงการจากประสบการณ์กว่า 37 ปี มาต่อยอดสู่บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในภูมิภาค ผ่าน 4 มาตรฐานสำคัญ ได้แก่ Functional Design, Construction Quality, After-Sales Service และ Long-Term Warranty เพื่อสร้างคุณค่าการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า"

"จุดเด่นสำคัญของ SŌLVANI คือการนำเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมืองมาตีความเป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยนครสวรรค์สะท้อนแนวคิด Modern Chinese ขณะที่พิษณุโลกถ่ายทอดเสน่ห์ล้านนาผ่านแนวคิด A Touch of LANNA Charm เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันระหว่างผู้อยู่อาศัยกับเมืองที่ตนเองเติบโต"

นอกจากคุณภาพโครงการและการรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ลูกบ้าน SŌLVANI ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน Pri-d Loyalty Program ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 แบรนด์ และสิทธิประโยชน์มากกว่า 90 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และบริการต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในระยะยาว” คุณดำรงศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการเปิดตัวโครงการ คือการได้รับเกียรติจาก อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการออกแบบพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล กล่าวว่า "บ้านที่ดีควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสมดุลทั้งด้านการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสภาพแวดล้อมโดยรอบ การออกแบบที่คำนึงถึงทิศทาง แสง ลม และการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่ดี ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว"

"สิ่งที่น่าสนใจของ SŌLVANI คือการนำแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่มาผสานกับรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทำให้บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเมืองนั้น ๆ"

นอกจากการออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ทั้งสองโครงการยังพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางภายใต้แนวคิด Sol Facilities เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกช่วงวัย ประกอบด้วย Sol Lounge, Sol Living Co-Working Space, Sol Fitness, Kids Yard, Senior Yard และ Swimming Pool ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน สุขภาพ การทำงาน และกิจกรรมของครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และระบบควบคุมการเข้าออกโครงการตามมาตรฐานบ้านระดับพรีเมียม




การเปิดตัว SŌLVANI นครสวรรค์ และ SŌLVANI พิษณุโลก ในครั้งนี้ จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของ CP LAND ในการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของเมืองภูมิภาค ผ่านการพัฒนาโครงการที่ผสานคุณภาพ การออกแบบ และประสบการณ์การอยู่อาศัยเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “คุณภาพเพื่อทุกชีวิต” เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้อยู่อาศัย ครอบครัว และชุมชนในระยะยาว

สอบถามรายละเอียดแบบบ้าน ราคา และข้อเสนอพิเศษได้ที่สำนักงานขายโครงการ หรือช่องทาง CP LAND Residential โทร. 02-088-0999 / Line: @cpland / Website: https://www.cplandresidential.com

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

CP LAND ต่อยอดพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบระดับพรีเมียม 'SŌLVANI'


CP LAND เร่งเกมบ้านหรูภูมิภาค ส่ง 'SŌLVANI' เจาะกำลังซื้อคุณภาพนครสวรรค์–พิษณุโลก ชูรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ต่อยอดกลยุทธ์ Premium Regional Living พร้อมดึง อ.คฑา ถ่ายทอดศาสตร์ ฮวงจุ้ยเพื่อคุณภาพทุกชีวิต

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มขยายการลงทุนจากกรุงเทพฯ สู่ภูมิภาค เพื่อตอบรับกำลังซื้อคุณภาพที่มองหาที่อยู่อาศัยมาตรฐานสูงใกล้บ้านเกิด

บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัต่อยอดพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบระดับพรีเมียมพย์ของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์  เดินหน้า เปิดเกมบ้านหรูภูมิภาค 2 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท โครงการ SŌLVANI NAKHONSAWAN (โซลวานี นครสวรรค์) และ SŌLVANI PHITSANULOK (โซลวานี พิษณุโลก) อย่างเป็นทางการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ของแต่ละเมืองเข้ากับมาตรฐานการอยู่อาศัยสมัยใหม่ พร้อมชูจุดแข็งด้านคุณภาพการก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และการรับประกันโครงสร้างบ้านนานถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่โดดเด่นของตลาดบ้านเดี่ยวในภูมิภาค

การเปิดตัว SŌLVANI ทั้งสองโครงการ สะท้อนทิศทางการเติบโตของ CP LAND ในตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม โดยมุ่งตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัย ความเป็นส่วนตัว สภาพแวดล้อม และมูลค่าของทรัพย์สินในระยะยาว 

คุณดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย กล่าวว่า “ตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การตัดสินใจเลือกบ้านในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือขนาดพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการอยู่อาศัย คุณภาพงานก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว นครสวรรค์และพิษณุโลกเป็น 2 เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนล่างที่มีฐานผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในตลาดยังมีจำกัด ส่งผลให้ทั้งสองจังหวัดเป็นทำเลยุทธศาสตร์ในการขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบนของ CP LAND”


CP LAND จึงพัฒนา SŌLVANI ภายใต้แนวคิด Premium Regional Living โดยนำมาตรฐานการพัฒนาโครงการจากประสบการณ์กว่า 37 ปี มาต่อยอดสู่บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในภูมิภาค ผ่าน 4 มาตรฐานสำคัญ ได้แก่ Functional Design, Construction Quality, After-Sales Service และ Long-Term Warranty เพื่อสร้างคุณค่าการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า"

"จุดเด่นสำคัญของ SŌLVANI คือการนำเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมืองมาตีความเป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยนครสวรรค์สะท้อนแนวคิด Modern Chinese ขณะที่พิษณุโลกถ่ายทอดเสน่ห์ล้านนาผ่านแนวคิด A Touch of LANNA Charm เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันระหว่างผู้อยู่อาศัยกับเมืองที่ตนเองเติบโต"

นอกจากคุณภาพโครงการและการรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ลูกบ้าน SŌLVANI ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน Pri-d Loyalty Program ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 แบรนด์ และสิทธิประโยชน์มากกว่า 90 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และบริการต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในระยะยาว” คุณดำรงศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการเปิดตัวโครงการ คือการได้รับเกียรติจาก อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการออกแบบพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล กล่าวว่า "บ้านที่ดีควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสมดุลทั้งด้านการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสภาพแวดล้อมโดยรอบ การออกแบบที่คำนึงถึงทิศทาง แสง ลม และการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่ดี ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว"

"สิ่งที่น่าสนใจของ SŌLVANI คือการนำแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่มาผสานกับรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทำให้บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเมืองนั้น ๆ"

นอกจากการออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ทั้งสองโครงการยังพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางภายใต้แนวคิด Sol Facilities เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกช่วงวัย ประกอบด้วย Sol Lounge, Sol Living Co-Working Space, Sol Fitness, Kids Yard, Senior Yard และ Swimming Pool ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน สุขภาพ การทำงาน และกิจกรรมของครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และระบบควบคุมการเข้าออกโครงการตามมาตรฐานบ้านระดับพรีเมียม



การเปิดตัว SŌLVANI นครสวรรค์ และ SŌLVANI พิษณุโลก ในครั้งนี้ จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของ CP LAND ในการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของเมืองภูมิภาค ผ่านการพัฒนาโครงการที่ผสานคุณภาพ การออกแบบ และประสบการณ์การอยู่อาศัยเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “คุณภาพเพื่อทุกชีวิต” เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้อยู่อาศัย ครอบครัว และชุมชนในระยะยาว

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมโครงการ SŌLVANI นครสวรรค์ และ SŌLVANI พิษณุโลก
สอบถามรายละเอียดแบบบ้าน ราคา และข้อเสนอพิเศษได้ที่สำนักงานขายโครงการ หรือช่องทาง CP LAND Residential โทร. 02-088-0999 / Line: @cpland / Website: https://www.cpland.co.th/solvani-nakhon-sawan-and-phitsanulok/ 

#CPLAND #CPLANDProperty #AccessibleCommunitiesForLife #SŌLVANI
#SŌLVANINakhonSawan #SŌLVANIPhitsanulok #โซลวานี #โซลวานีนครสวรรค์
#โซลวานีพิษณุโลก #โครงการบ้านหรู #บ้านในเมือง #บ้านเดี่ยว #ซีพีแลนด์
#คุณภาพเพื่อชีวิต #บ้านเดี่ยวนครสวรรค์ #บ้านเดี่ยวพิษณุโลก  

ข่าวประชาสัมพันธ์

Toshiba เปิดตัวซีรีส์ T33 ยกระดับการดูแลเสื้อผ้าในทุกขั้นตอน

โตชิบา เปิดตัวเครื่องซักผ้าฝาหน้า รุ่น TW-T33B140UWT(WS) และเครื่องอบผ้า รุ่น TD-T33B120HWT(WS) ที่ผสานเทคโนโลยีการดูแลเสื้อผ้าเข้ากับดีไซน์...

โวยวายดอทคอม