แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สหฟาร์ม ตอกย้ำศักยภาพผู้นำอาหารไทยบนเวที THAIFEX 2026

ดันยอดส่งออกโต 100% ใน 3 ปี พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหาร และประมงสู่ตลาดโลก

บริษัท สหฟาร์ม หรือ Saha Farms หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่รายใหญ่ของประเทศไทย ร่วมแสดงศักยภาพในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ทั้งไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มธุรกิจประมง ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยมาตรฐานระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่เข้มข้นมากขึ้น

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด
เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของสหฟาร์มยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากปี 2565 บริษัทมียอดส่งออกอยู่ที่ 110,000 ตัน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ตัน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หรือเติบโตถึง 100% สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกและไก่แช่แข็งของสหฟาร์มได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายช่วงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเกินกำลังการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คุณภาพการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคา แต่เรื่องคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สหฟาร์มจึงเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” ดร.จารุวรรณ กล่าว




สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 สหฟาร์มยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครืออย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านการเงิน การกำกับดูแลภายในองค์กร และการพัฒนาทีมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง

ตลอดปี 2568 ผลประกอบการของสหฟาร์มสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขาย รายได้ และผลกำไรในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และแนวทางการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้แนวทางการบริหารที่ยึดมั่นในความมั่นคง โปร่งใส และการเติบโตระยะยาว สหฟาร์มยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“สหฟาร์มยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าอาหารคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.จารุวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจประมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอาหารที่อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของสหฟาร์ม และได้รับการสานต่อโดย ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดโปรตีนคุณภาพและอาหารแห่งอนาคตในตลาดโลก

โดยเฉพาะ “ปลานิล” ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าศักยภาพใหม่ หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาดุกยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


สำหรับผลิตภัณฑ์ปลานิล กลุ่มธุรกิจประมงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสายพันธุ์ และการควบคุมมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติดี และได้มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร รองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบปลาสด แช่แข็ง และสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพน้ำ อาหารสัตว์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมมองโอกาสในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมในอนาคต

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพของสหฟาร์มในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพระดับสากล พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการต่อยอดธุรกิจอาหารและโปรตีนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

MAXUS ขนทัพไลน์อัปรถตู้ไฟฟ้าสุดล้ำเพื่อการพาณิชย์ ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47


MAXUS เปิดประสบการณ์สุดยอดยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ซีรีส์ใหม่ล่าสุด สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “eDeliver เพื่อธุรกิจที่สมาร์ทไปอีกขั้น” (eDeliver for Smart Business) โดยจัดแสดงไลน์อัปรถตู้พลังงานไฟฟ้าในซีรีส์ eDeliver ครอบคลุม 4 รุ่น ได้แก่ eDeliver 3, eDeliver 5, eDeliver 7 และ eDeliver 9 เตรียมเจาะตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมโชว์นวัตกรรมรถกระบะพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์รุ่นยอดนิยม eTerron9 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยทั้งในด้านสมรรถนะและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถจองรถล่วงหน้าได้ในงานนี้อีกด้วย

หวัง หยิง ผู้จัดการทั่วไป แม็คซัส ไทยแลนด์ (WANG YING, General Manager of MAXUS THAILAND) กล่าว “MAXUS เป็นแบรนด์ที่มี DNA เชิงพาณิชย์อันโดดเด่นอย่างแท้จริง เราพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์จากจุดเริ่มต้นในทุกขั้นตอน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ เราเริ่มขยายตลาดสู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2011 โดยดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดมาตรฐานสูงอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส และชิลี ในปี 2568 เราได้ส่งมอบรถเชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 222,000 คันทั่วโลก”


MAXUS เป็นแบรนด์จากจีนอันดับ 1 ที่มียอดส่งออกสูงสุดในยุโรป 2 กลุ่ม ได้แก่ รถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCV) และรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (E-LCV) สำหรับตลาดเอเชีย MAXUS มียอดจำหน่ายมากกว่า 16,000 คันในปี 2568 (ไม่รวมประเทศจีน) ความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากกลยุทธ์การนำเสนอไลน์อัปยานยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่างครอบคลุม         “เราพร้อมเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อสร้างทางเลือกที่ลดต้นทุน ให้สมรรถนะและความปลอดภัยที่เหนือชั้น ตลอดจนสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานแก่โลกธุรกิจยุคใหม่” หวัง หยิง กล่าวเสริม


ทั้งนี้ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 บริษัทฯ เตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองรถล่วงหน้า (Pre-booking) ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดในประเทศไทย และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดโชว์รูมแห่งแรกในประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 นี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว

ในโอกาสนี้ MAXUS และ EVANTE ดีลเลอร์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ยังประกาศความพร้อมการทำตลาดเต็มไลน์อัพในปี 2569 ซึ่งจะครอบคลุมรุ่น eDeliver 3, eDeliver 5, eDeliver 7 และ eDeliver 9 จากซีรีส์ eDeliver สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “eDeliver เพื่อธุรกิจที่สมาร์ทไปอีกขั้น” (eDeliver for Smart Business) เพื่อตอบรับทิศทางของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคโลจิสติกส์ไฟฟ้าและธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น


รถพลังงานไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในซีรีส์ eDeliver ที่จัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ได้แก่

  • eDeliver 5: รถตู้พลังงานไฟฟ้าภายใต้คอนเซ็ปต์ “City-Ready Efficiency” ออกแบบมาเพื่อการใช้งานขนส่งในเขตเมือง มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 8.7 ลบ.ม. และบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 1,265 กก. ให้กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ รองรับได้ทั้งผู้โดยสารและการจัดส่งสินค้า ด้วยระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP 301–335 กม. นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบชาร์จเร็วที่สามารถชาร์จจาก 20% ไปถึง 80% ภายในเวลาเพียง 36 นาที ทำให้ eDeliver 5 เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับธุรกิจต่างๆ
  • eDeliver 7: รถตู้พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ ชูคอนเซ็ปต์ “Dual-Purpose Versatility Expert” ให้การรองรับได้ทั้งผู้โดยสารและการจัดส่งสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยปริมาตรบรรทุกสูงสุด 8.7 ลบ. ม. และน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,200 กก. ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ และระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP ที่ 310-370 กม. ตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรัศมีการเลี้ยวที่ 6 เมตร ให้ความคล่องตัวอย่างยอดเยี่ยมสำหรับการขับขี่ในเมือง
  • eDeliver 9: รถตู้พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ตามคอนเซ็ปต์ “Multi-Scenario Mega Platform” ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลายไปจนถึงแบบสมบุกสมบัน ให้กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ ให้ระยะที่ไกลยิ่งขึ้นด้วยระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP ที่ 275-370 กม. และมีปริมาตรบรรทุกสูงสุดถึง 12.3 ลบ. ม. บรรทุกน้ำหนักสูงสุด 1,530 กิโลกรัม และมีความสูงหลังคา 2.7 เมตร พร้อมความยืดหยุ่นที่เหนือชั้นในการปรับเปลี่ยนตัวรถเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะต่างๆ เช่น รถพยาบาล หรือรถตำรวจ สามารถตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ MAXUS ยังเตรียมเปิดตัว eDeliver 3 สู่ตลาดไทยในฐานะ “Small City-Delivery: Agile Pioneer” เหมาะสำหรับการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ในเขตเมือง ด้วยขนาดความจุ 4.8 ลบ. ม. บรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 1,045 กก. ให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ และมีรัศมีการเลี้ยวเพียง 5.87เมตร สร้างประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น MAXUS ยังเตรียมโชว์โฉมนวัตกรรมรถกระบะพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์สมรถนะสูง eTerron9 ภายใต้แนวคิด “All-Scenario Versatility Expert” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายในงานมอเตอร์โชว์ในรอบบุคคลทั่วไป โดยเป็นรถกระบะรุ่นยอดนิยมในตลาดทั่วโลกที่มาพร้อมประสิทธิภาพความปลอดภัยครบครัน ให้ระยะขับขี่ยาวไกลถึง 430 กม. สามารถตอบสนองทุกการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์จากซีรีส์ eDeliver พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ฟลีท และโลจิสติกส์ที่สนใจ สามารถจองรถล่วงหน้าได้แล้วที่บูธ MAXUS หมายเลข M2 อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 นี้  

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MAXUS CALL CENTER
โทร. 02-700-4199 ระหว่างเวลา 08.00 -18.00 น.

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘อมตะ’ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ

ทรานส์ฟอร์มสู่ ‘Industrial City’ รับดีมานด์ใหม่ - เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน

“อมตะ” ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ พร้อมกางโรดแมปธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” รองรับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว

 ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรมกล่าว

สำหรับกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่

• Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

• Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

• Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ 


สำหรับแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ  3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ อมตะยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568

ไทยเปิดตัวในอิตาลี เจ้าภาพงานระดับโลก Gastech 2026

ดันบทบาทไทยขับเคลื่อนพลังงานระดับนานาชาติ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 14,620 ล้านบาท 

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ในฐานะผู้ประมูลสิทธิ์ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 จับมือกระทรวงพลังงานในฐานะองค์กรเจ้าภาพ พร้อมด้วยบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ ผู้จัดงาน และพันธมิตรในอุตสาหกรรมพลังงานของไทยเข้าร่วมงาน Gastech 2025 เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค 


นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การเปิดตัวของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงาน Gastech 2026 ในสาธารณรัฐอิตาลี เป็นภาพสะท้อน Ecosystem ของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยที่มีการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน หรือ public-private collaboration เพื่อขับเคลื่อนการจัดงานระดับโลกให้ประสบความสำเร็จ ถือเป็นปัจจัยทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจให้รับสิทธิต่อจากอิตาลีในการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ช่วยตอกย้ำความพร้อมของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชียสำหรับการจัดงานนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทีเส็บในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการใช้การจัดงานเป็นเครื่องมือส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและการต่อยอดภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ รวมไปถึงอุตสาหกรรมพลังงาน 


“ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ไม่เพียงสะท้อนบทบาทของไทยต่ออุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้นำด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชีย และการเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมอีกด้วย”

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการจัดงาน Gastech 2026  คือ โอกาสเจรจาธุรกิจและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้ประกอบการพลังงานชั้นนำจากทั่วโลก โอกาสของความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคีต่อยอดด้านพลังงานในอนาคต โอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของผู้ร่วมงานและการสร้างงานให้กับบุคลากรชาวไทย ประการสำคัญคือภาพลักษณ์และบทบาทของไทยในเวทีโลก เพราะงาน Gastech 2026 จะมีบุคคลระดับรัฐมนตรีพลังงานจากนานาประเทศเดินทางมาร่วมงาน




งาน Gastech 2026 คาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จาก 150 ประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกว่า 1,000 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมมูลค่าประมาณ 14,620 ล้านบาท โดยในส่วนของการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยประมาณการเป็นมูลค่า 7,500 ล้านบาท การจัดเก็บภาษี 1,023 ล้านบาท และการจ้างงาน 4,700 อัตรา 


 “ในฐานะผู้ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทพัฒนาประเทศ ทีเส็บเชื่อมั่นว่า งาน Gastech ที่กลับมาจัดในประเทศไทยในรอบ 18 ปี จะประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะประเทศไทยมีความพร้อมของบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนใน Ecosystem ของการจัดงาน สถานที่จัดงานและโรงแรมที่พักมีมาตรฐานสากลและประสบการณ์รองรับการจัดงานระดับโลกทั้งงานประชุมและงานแสดงสินค้า โครงสร้างพื้นฐานการเดินทางพร้อมดึงผู้ร่วมงานจากทั่วโลก เพราะปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่ให้บริการสายการบินจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก การให้บริการด้วยวิถีไทยที่เป็นเอกลักษณ์มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจหลากหลายรูปแบบสำหรับนักเดินทางธุรกิจ” ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวทิ้งท้าย

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เปิดบ้าน สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส เผยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “เชือกทองคำ”

นับเป็นครั้งแรกที่ทีมงาน โวยวาย มีโอกาส เยี่ยมชมธุรกิจผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ทำให้ทุกคนได้เห็นภาพองค์กรใหญ่อย่างบริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมเผยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “เชือกทองคำ” เชือกเกษตร ชูศักยภาพ ผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทย คุณภาพมาตรฐาน คุณสมบัติทนทาน ราคาถูกและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร การรักษาสภาพอาหาร และวัสดุสิ้นเปลือง และอีกหลากหลายชนิด สยามโกลเด้นเซลส์ แอนด์เซอร์วิส ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30ปี ของ บ.สยาม โกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จก. ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบรรจุภัณฑ์ โรงงานผลิตสายรัดพลาสติก ระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติในสายการผลิต

ภายใต้การบริหารงานของ นายปราการ พรสกุลไพศาล และ นายวสุโรจน์ พรสกุลไพศาล  ทายาทที่ขยายปีกและเติบโตอย่างมั่นคง รองรับผู้บริโภคตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงธุรกิจระดับอุตสาหกรรม โดยการพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ออกมาเพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบกับธรรมชาติให้น้อยลง ล่าสุด เปิดตัว เชือกเกษตร ผลิตภัณฑ์ใหม่รองรับตลาดเกษตรอย่างเต็มตัว ภายใต้ชื่อ แบรนด์  “เชือกทองคำ” สินค้าจากฝีมือคนไทยเพื่อคนไทย ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมพลังงานครบวงจร เห็นภาพรวมและแนวทางขององค์กรชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ปราการ พรสกุลไพศาลประธานกรรมการ บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด 

คุณปราการ พรสกุลไพศาล  ประธานกรรมการ บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจ  ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2532 ก้าวสู่การเป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์และวัสดุสิ้นเปลือง และวันนี้เรายังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ธุรกิจที่ผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์สำหรับห่อหุ้ม ป้องกัน และนำเสนอสินค้า เพื่อให้สินค้ามีความสมบูรณ์ ปลอดภัยและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เรืองนครแพคเซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ปราการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ จำกัด


นายปราการ  กล่าวถึง เชือกเกษตร แบรนด์ “เชือกทองคำ” ว่า เชือกเกษตร เป็นสินค้าใหม่ที่บริษัทตั้งใจในการผลิตขึ้น เป็นการทำเชือกฟางครบวงจร ภายใต้ชื่อ เชือกทองคำ สามารถนำไปใช้งานด้านเกษตรเพื่อห่อหุ้มผลไม้ได้ทุกชนิด  ซึ่งผลิตจากเม็ดพลาสติกเม็ดใหม่ มีความทนทาน เหนียว ไม่เจ็บมือ ใส่ยูวีทำให้สีไม่จืดไม่ลอก รวมถึงสินค้าอีกตัวหนึ่งคือ สายรัด PP  ก่อนหน้านี้ขายเป็นกิโล ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเป็นขายความยาว 1 เมตร ต้นทุนที่ลูกค้าซื้อไปเท่ากับ 25 - 30 สตางค์ เมื่อก่อน 1 เมตร จะอยู่ที่ 50 – 80 สตางค์
ต่อ 1 เมตร ที่เด่นคือ ใช้เม็ดพลาสติกเม็ดใหม่ เมื่อเกษตรกรตัดผลไม้แล้ว เชือกฟางที่ไม่ใช้แล้ว สามารถนำกลับมาที่โรงงาน ทางเราจะรับซื้อกลับมาเพื่อหลอมใหม่ หลายนวัตกรรมสร้างสรรค์ออกมาเพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบกับธรรมชาติให้น้อยลง ซึ่งเราดำเนินการ กระบวนกาผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถือเป็นหนึ่งนวัตกรรมที่ทำให้เชือกนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีราคาไม่แพงและทนทานกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป เป็นความแตกต่างที่คุ้มค่าสำหรับคนไทย ที่สำคัญเป็นสินค้าแบรนด์ไทย  ที่ผลิตโดย
คนไทยเพื่อคนไทย 



นายวสุโรจน์ พรสกุลไพศาล รองประธานกรรมการ สยามโกลเด้นเซลส์ แอนด์ เซอร์วิส  เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจของ สยามโกลเด้น ฯ  เป็นบริษัทในเครือ โกลเด้นกรุ๊ป มีธุรกิจ 3 อย่าง

1. เป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ จากประเทศจีนและไต้หวัน

2 เป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ ( ผู้ให้บริการ ) แนะนำโซลูชั่น โพรดักส์ แพคเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์ วัสดุที่ใช้สำหรับห่อหุ้มสินค้าเพื่อป้องกันความเสียหาย รักษาคุณภาพและอำนวยความสะดวกในการขนส่ง เครื่องจักรสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับลูกค้า ตั้งแต่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความต้องการและพัฒนาอย่างไรให้เข้าอยู่ในบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ 

3 เป็นผู้ผลิตวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ เช่นสายรัดพีอีที่ใช้ในการรัดขนส่งและปัจจุบันมีเชือกเกษตร ใช้ในการเกษตรเช่น เชือกโยงทุเรียน เชือกเกษตรทำหน้าที่ในการปกป้องผลผลิตไม่ให้เสียหาย นอกเหนือจากการให้บริการแก่กลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก ยังยึดแนวคิด Consumer Centricity โดยการคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 







นายวสุโรจน์ กล่าวต่อว่า  ในส่วนแรกด้าน เครื่องจักร  อาทิ เช่น เมื่อเรามีสินค้าตัวหนึ่งออกมา ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่บริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นคู่คิดตอบโจทย์ลูกค้าด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร โดยได้มีการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์และบริการที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า
ด้วยธุรกิจหลัก และตลาดของเราจะมีสองกลุ่ม ถ้าเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ จะเป็นโรงงานขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ มีโอกาสได้ให้บริการกับซีพี อภิวัน น้ำยาปรับผ้านุ่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์หรือโรงงานแปรรูปอาหารทะเล หรือโรงงานทำสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ OTOP ทำโรงสีข้าว ค่อนข้างหลากหลายเพราะธุรกิจทุกอย่างแม้กระทั่งร้านค้า ร้านอาหาร หรือหน้าร้าน จะต้องมีการใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเมื่อมีการใช้บรรจุภัณฑ์เข้ามาเกี่ยวก็ช่วยเราหลายๆอย่าง หนึ่งเลยคือเรื่องความสะอาด เรื่องการเก็บรักษาก็ช่วยได้ หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็บรรจุเพื่อขนส่ง  ซึ่งหากท่านใดสนใจไม่ต้องกลัว เราวางเครื่องจักรในส่วนของการให้คำปรึกษา ตั้งแต่ต้นจนจบ” 

นอกจากนี้  ยังให้บริการด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และ ล่าสุดบริษัทฯ ได้ผลิตเชือกโยงการเกษตรคุณภาพดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลงตลาดเป็นเจ้าแรกของไทย จากมุมมองทางธุรกิจที่เห็นถึงความต้องการของเกษตรกรระดับรากหญ้าของไทยและการเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 




นายวสุโรจน์ กล่าวเสริมศักยภาพของเชือกทองคำ ด้วยเหตุผลที่ ว่าด้วยลักษณะการใช้งานไม่แตกต่างกัน  ความแข็งแรงไม่เหมือนกัน ต้องแยกดูเรื่องสูตรในการผลิต ปัจจุบันคนค่อนข้างแอนตี้พลาสติก ต้องบอกว่าพลาสติกไม่เชิงว่าเป็นผู้ร้ายเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับการจัดการมากกว่า 

การดำเนินธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องจักร หรือในส่วนของการผลิตสินค้าพลาสติก จะเห็นได้จากนวัตกรรมจะคำนึงถึง Bio - Circulation - Green Industry  มีการทำ circulate ของผลิตภัณฑ์ภายในโรงงาน รวมถึงเมื่อเราส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว มีการรับซื้อกลับมา นอกจากเรามีโรงงานผลิต เรามีโรงหลอมด้วย ของที่ส่งกลับมาสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ปรับปรุงขึ้นมาได้ เป็นงานรีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อลดมลภาวะเป็นพลังงานสะอาด ตอนนี้ที่โรงงานในการผลิตใช้ไฟฟ้า ใช้โซลาเซลส์ด้วย 



นายวสุโรจน์ ทายาท สยามโกลเด้นฯ กล่าวต่อว่า “จริง ๆ ถ้าสนใจ ไม่ต้องกลัว จะเป็น SME สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ เรายินดีให้คำแนะนำให้คำปรึกษา เพราะที่นี่มีเครื่องจักรในหลากรูปแบบ เช่น ระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติในสายการผลิต เช่นเครื่องบรรจุซองแนวนอนอัตโนมัติ ที่เหมาะสำหรับบรรจุสินค้าที่เป็นชิ้น รูปทรงกลม สี่เหลี่ยม วงรี ใส่กล่องหรือถาด เช่นขนมปังกรอบ เบเกอรี่ เป็นต้น 



เรียกได้ว่า เครื่องบรรจุซองแนวตั้งอัตโนมัติ เครื่องรัดสายพลาสติกเครื่องรัดอัตโนมัติใช้กับสายรัดพลาสติกชนิด PP หรือ PET เครื่องรัดกึ่งอัตโนมัติ เครื่องพันฟิล์มพาเลท/เครื่องรัดพาเลท เครื่องจัดเรียงสินค้าบนพาเลท เครื่องปิดเทปกาวโอพีพี เครื่องขึ้นรูปกล่อง เครื่องแพ็คซีลสูญญากาศ ใช้สำหรับแพ็คสินค้าประเภทอาหาร อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ อะไหล่รถยนต์ เครื่องติดฉลากสติกเกอร์ เครื่องซีลปิดปากถุงพลาสติก และยังมีสินค้าที่เหมาะกับในหลากหลายผลิตภัณฑ์ เครื่องอัตโนมัติขนาดเริ่มต้นก็ได้ ใช้คนกรอกก็ได้ เครื่องอัตโนมัติเริ่มต้นราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้าน ซึ่งตรงนี้สามารถคุยกันได้

บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.siamgoldengroup.com

E-mail  siamgolden@siamgoldengroup.com
Line ID : @goldenpack

โทรศัพท์: 02 878 1371-5, 02 878 0342-3
โทรสาร: 02 476 8802

ข่าวประชาสัมพันธ์

Toshiba เปิดตัวซีรีส์ T33 ยกระดับการดูแลเสื้อผ้าในทุกขั้นตอน

โตชิบา เปิดตัวเครื่องซักผ้าฝาหน้า รุ่น TW-T33B140UWT(WS) และเครื่องอบผ้า รุ่น TD-T33B120HWT(WS) ที่ผสานเทคโนโลยีการดูแลเสื้อผ้าเข้ากับดีไซน์...

โวยวายดอทคอม