แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พาณิชย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พาณิชย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘อมตะ’ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ

ทรานส์ฟอร์มสู่ ‘Industrial City’ รับดีมานด์ใหม่ - เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน

“อมตะ” ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ พร้อมกางโรดแมปธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” รองรับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว

 ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรมกล่าว

สำหรับกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่

• Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

• Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

• Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ 


สำหรับแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ  3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ อมตะยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

กสอ. จัดกิจกรรมส่งท้ายหนุนผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ด้วย “DIPROM: NextAgriX 2025


กสอ. จัดกิจกรรมส่งท้ายหนุนผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ด้วย “DIPROM: NextAgriX 2025 : เครือข่ายธุรกิจ เพื่ออนาคต >> เริ่มต้นที่นี่” เพื่อเกษตรอุตสาหกรรมไทยเข้มแข็ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ



กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) โดยกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม เดินหน้าจัดกิจกรรม “พัฒนาเครือข่ายธุรกิจเกษตรแปรรูป” ภายใต้โครงการ ยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และการศึกษาดูงานเต็มรูปแบบ ระหว่างวันที่ 7–9 กันยายน 2568 รวม 3 วันเต็ม เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร ต่อยอดโอกาสสู่ตลาดใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งในภาคธุรกิจเกษตรแปรรูป  

กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจเกษตรแปรรูป สร้างความร่วมมือในการสนับสนุนและแบ่งปันทรัพยากรภายในกลุ่ม เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และขยายช่องทางการตลาดให้กว้างไกล ตลอดจนยกระดับการแปรรูปสินค้าเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด เสริมสร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ชุมชนและเศรษฐกิจในระดับประเทศ ตลอดโครงการ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมจำนวน 57 ราย และคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าร่วมจริง 20 กิจการ ครอบคลุมทั้ง SMEs วิสาหกิจชุมชน อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง โดยทุกกิจการจะได้เข้าร่วมกิจกรรมเนื้อหาเข้มข้น อาทิ

1. Networking for Success : “จับคู่แข่งให้เป็นมิตร จับคู่ธุรกิจให้เป็นพาร์ทเนอร์”

2. ปั้นธุรกิจให้ปัง : สร้างแบรนด์ให้ดัง ติดตลาดในยุคดิจิทัล

3. การวางแผนพัฒนาเครือข่ายในอนาคต

4. Business Bonding : “สร้างสายสัมพันธ์ สร้างพลังธุรกิจ”

5. ศึกษาดูงาน การบริหารธุรกิจและการตลาดสินค้าเกษตร ณ บริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน) จ.ราชบุรี ตัวอย่างความสำเร็จของการผลักดันมะพร้าวไทยสู่ตลาดต่างประเทศ


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เชื่อมั่นว่า “DIPROM: NextAgriX 2025” จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยก้าวทันเกษตรยุคใหม่ ตอบโจทย์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับผลผลิตให้มีคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ขยายสู่ตลาดศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเกษตรอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ทีเส็บ จับมือ สกพอ. พร้อมพันธมิตรภาครัฐ เอกชนกว่า 100 หน่วยงาน เปิดงาน EEC EXPO 2025

เวทีระดับนานาชาติ โชว์ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีขั้นสูง กลไกสนับสนุนการลงทุนแบบครบวงจร สร้างโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ศูนย์กลางลงทุนแห่งภูมิภาค       


นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน "EEC EXPO 2025 – Opportunity for Prosperity" เวทีสำคัญของ EEC เปิดประตูการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ พร้อมด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รวมทั้งได้ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินกว่า 100 หน่วยงาน ร่วมแสดงศักยภาพเชื่อมโยงนักลงทุนไทยและต่างชาติ ผ่านกิจกรรมที่สำคัญภายในงาน เช่น เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อที่สำคัญ อาทิ Mega Project, Mega Impact เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐานหลัก EEC ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย, การขับเคลื่อนอนาคต EEC ด้วยพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่พร้อมเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ซื้อ และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศได้พบปะกับภาคธุรกิจในพื้นที่ EEC 


เพื่อย้ำถึงบทบาทและผลักดันการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางการลงทุนระดับภูมิภาค" โดยงาน EEC EXPO 2025 ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2569 ณ ภิรัช ฮอลล์ 1-3 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร 



ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การใช้ไมซ์เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งทีเส็บยังมุ่งผลักดันให้การจัดประชุม นิทรรศการ และกิจกรรมทางธุรกิจ เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่พื้นที่ โดยเฉพาะใน EEC ซึ่งเป็นเขตยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ งาน EEC EXPO 2025 จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการบูรณาการไมซ์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างเวทีพบปะ เจรจา และจับคู่ธุรกิจระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่พร้อมอำนวยความสะดวก เราเชื่อมั่นว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานไมซ์ไทยสู่เวทีโลก



ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. กล่าวว่า ภารกิจหลักของ สกพอ. คือ การผลักดันให้พื้นที่ EEC ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยงาน EEC Expo ครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญเพื่อขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ "EEC 2030 Vision: Driving Thailand's Economic Future" มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายในพื้นที่ EEC การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ทั้ง

ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์ครบวงจร การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัล นอกจากนี้จะเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงกับภาคการผลิตและบริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว งาน EEC EXPO 2025 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ไม่เพียงนำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

"EEC EXPO 2025" งานแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนเวทีระดับนานาชาติ นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนครบวงจร เปิดโอกาสเชื่อมโยงนักลงทุนไทยและต่างชาติ สู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต จัดแสดงนิทรรศการ เทคโนโลยี และโซลูชั่นจากภาครัฐ เอกชน และสตาร์ทอัพชั้นนำ พร้อมกิจกรรม Business Matching และสัมมนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การลงทุนยุคใหม่ เปิดประตูสู่อนาคตที่มั่งคั่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568

Smart SME EXPO 2025 จบสวย!! ยอดดีลธุรกิจ&แฟรนไชส์ทะลุ 287 ลบ.


Smart SME EXPO 2025 จบสวย!!  ยอดดีลธุรกิจ&แฟรนไชส์ทะลุ 287 ลบ.ธุรกิจสะดวกซัก & บริการมาแรง   เจรจาธุรกิจพุ่ง 353 คู่  ยอดคนเข้างานรวม 15,463 ราย

จบลงอย่างสวยงามสำหรับงาน Smart SME EXPO 2025 สร้างกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย  มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วันรวม 15,463 ราย  ยอดเจรจาจับคู่ธุรกิจสูงถึง 353 คู่ สร้างมูลค่ารวมกว่า 202 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายธุรกิจและแฟรนไชส์ในงานรวมทั้งสิ้น 287 ล้านบาท  ยอดจองขอสินเชื่อในงาน 186 ล้านบาท   หนุนเงินสะพัดในงานพุ่ง 474 ล้านบาท 

งาน Smart SME EXPO 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยความร่วมมือของพันธมิตรหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สถาบันอาหาร, สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, EXIM BANK,  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ผนึกกำลังให้เกิดกิจกรรมดี ๆครั้งนี้ขึ้น  

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด สรุปผลการจัดงานแสดงแฟรนไชส์ธุรกิจแห่งปี Smart SME EXPO 2025 ว่า "การจัดงานที่ผ่านมาถือว่าผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โดยคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกช้อปธุรกิจและแฟรนไชส์ที่ถูกใจ เพื่อสร้างอาชีพและต่อยอดรายได้เพิ่ม  โดยตลอดทั้ง 4 วันมียอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 15,463 คน” 



สำหรับธุรกิจและแฟรนไชส์มาแรงในงาน Smart SME EXPO 2025 ในปีนี้ต้องยกให้ธุรกิจร้านสะดวกซัก  และธุรกิจบริการ ที่มียอดซื้อและจองธุรกิจในงานสูงสุด  โดยแบรนด์ที่ติดโผยอดนิยม ได้แก่ , Speed Queen by VJ Group, Code Clean, 24 WASH, LG Laundry Lux, DR.TIGER LAUNDRY, แฟรนไชส์ล้างรถ คันโปรด , Tanjai wash & dry, เครื่องผลิตน้ำแข็งหยอดเหรียญ KORI CUBE, ธุรกิจสะดวกซัก-ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และร้านค้าอัตโนมัติ WSOL, แฟรนไชส์ล้างรถอัตโนมัติ Emberix Car Wash  นอกจากนี้แฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มก็ยังครองความนิยมไม่แพ้กัน  ไม่ว่าจะเป็น Sukishi Korean Charcoal Grill, ชานมไข่มุก Mikucha, A CUP Coffee, มีความสุข ชานมไข่มุกกระบอก, แซ่บเศรษฐี,  39 RAMEN, ก๋วยเตี๋ยวเรือปัญจะรส, COCO WALK มะพร้าวน้ำหอมล้วนๆ และ ช็อกโกแล็ต Mr Beast  โดยมียอดซื้อขายธุรกิจและแฟรนไชส์ภายในงานรวมมูลค่าถึง 287 ล้านบาท 

ด้านยอดขอสินเชื่อภายในงานก็ร้อนแรงเช่นเดียวกัน  โดยมียอดขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆที่พร้อมใจนำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคัดพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในงานนี้  อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย   ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  โดยมียอดขอสินเชื่อในงานทั้งสิ้น 186  ล้านบาท  อีกหนึ่งไฮไลท์ในงานคือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ที่มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและขยายคู่ค้าเป็นจำนวนมาก โดยสามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจได้มากถึง 353 คู่  รวมมูลค่า 202 ล้านบาท  

ส่วนกิจกรรมเสวนาให้ความรู้และเวิร์กชอปอบรมอาชีพก็มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม โดยหัวข้อที่ได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากเรียงลำดับ ดังนี้  เสวนาหัวข้อเริ่มธุรกิจ ด้วยพนักงานคนแรก ชื่อว่า "AI" โดย ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ CEO & FOUNDER, SIAMETRICS CONSULTING รองลงมาคือเวิร์กชอปอบรมอาชีพ เปิดร้านกับกาแฟ Specialty ให้รอดและรุ่ง โดย  คุณอภินัย วรรณไพโรจน์ เจ้าของแฟรนไชส์ Hey Coffee เสวนาหัวข้ออยากขายคราฟท์เบียร์ไทย เลือกยังไงดี? โดย คุณศุภพงษ์ พรึงลำภู SANDPORT BEER และโรงเบียร์สหประชาชื่น  และ หัวข้อเสวนา Fast Track SMEs : เข้าถึงทุนไว ไม่ต้องมีหลักประกัน โดย คุณชาตรี เวทสรณสุธี รองกรรมการผู้จัดการ SME D Bank  และ คุณฉกาจเจษฐ์ กฤษณามระ  หัวหน้าสายงานผลิตภัณฑ์เพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

“ภาพรวมการจัดงาน Smart SME EXPO 2025 ในครั้งนี้เรียกได้ว่าสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยเรามุ่งหวังให้งานนี้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่เปิดโอกาสให้คนที่มองหาธุรกิจได้ไอเดียธุรกิจใหม่ ๆ รวมทั้งมองเห็นช่องทางในการต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างรายได้  เรียนรู้ที่จะปรับตัวพร้อมรับมือลุกขึ้นสู้ตั้งรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวในปัจจุบัน    การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ต้องขอขอบคุณความร่วมมือของพันธมิตรหลายภาคส่วน ที่ผนึกกำลังสร้างเวทีให้เอสเอ็มอีไทยได้ขยาย ต่อยอด และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ” นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวทิ้งท้าย

พบกันอีกครั้งกับงาน Smart SME EXPO 2026 ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2569 ณ  ฮอลล์  7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  สำหรับผู้ที่พลาดช้อปธุรกิจแฟรนไชส์และสินเชื่อรอบนี้  ปลายปีนี้เตรียมพบกับงานมหกรรมชี้ช่องรวยแฟรนไชส์ วันที่ 30 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2568  ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมออกบูธในงาน

สามารถติดต่อได้ที่โทร. 094-915-4624   
เฟซบุ๊ค : Smart SME EXPO 

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568

‘รมช.ฉันทวิชญ์’ นำพาณิชย์เดินหน้าลุยโปรโมทสินค้าเกษตรนวัตกรรม

ต่อยอดขยายตลาด เปิด Pop-up store เน้นกลุ่มต่างชาติพาสินค้าไทยโกอินเตอร์ สร้างที่ยืนในตลาดโลก

​กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ยกระดับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ต่างประเทศ โดยร่วมกับ คิง เพาเวอร์ เปิด Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ หวังจับกลุ่มชาวต่างชาติให้รู้จักสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้แพร่หลายยิ่งขึ้น




นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจัด Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” ซึ่งจัดขึ้นภายในแนวคิด Cultivated in Thailand, Innovated for the World มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์และช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจาก คิง เพาเวอร์ ในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพ ทั้งสำหรับกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติรวมถึงชาวไทย ทั้งสินค้าอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ได้คัดสรรจากสินค้าที่ได้รับรางวัล “Agri Plus Award” และสินค้าศักยภาพที่แสดงถึงความเป็นนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรไทย

​Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” จำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมครั้งนี้มีกำหนดจัดตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์

โดยกรมการค้าต่างประเทศได้คัดสรรสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยที่ได้รางวัลและผ่านเข้ารอบตัดสิน Agri Plus Award รวมถึงสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกกว่า 60 รายการ จากผู้ประกอบการกว่า 30 ราย มาร่วมจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าวไร้แป้งจากไฟเบอร์สาหร่าย เม็ดฟู่สมุนไพรกลิ่นผลไม้ GI ของไทย กราโนลาข้าวก่ำล้านนาอินทรีย์ ข้าวเหนียวมะม่วงอัดเม็ด นวัตกรรมครีมเจลจากลูกประคบไทย ยาสีฟันสมุนไพรไทยอัดเม็ด กระเป๋ารองเท้าจากวัสดุ Upcycling จากฟางข้าว และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย โดยแต่ละผลิตภัณฑ์ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในการผสมผสานธรรมชาติกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยให้สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และมีสไตล์ ในขณะที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน


​​นายฉันทวิชญ์ฯ กล่าวย้ำว่า “กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรไทยจากสินค้า ‘โภคภัณฑ์’ ไปสู่สินค้า ‘นวัตกรรม’ ตามแนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยพร้อมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้แข็งแกร่งพร้อมโกอินเตอร์ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินค้าไทยมี

ที่ยืนในตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์โลก ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย และส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี ทั้งนี้ ในปี 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมขยายตลาดสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการค้าที่ได้รับ การส่งเสริมฯ รวม 367 ล้านบาท และมั่นใจว่ามูลค่าการค้าสินค้าเกษตรนวัตกรรมจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับกิจกรรม Pop-up counter นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีในการเป็นของขวัญของฝากจากเมืองไทย ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่นำสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล และสร้างมูลค่าการค้าได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

​ในการนี้ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนร่วมชม ชิม ช้อป แชะ แชร์ ใน Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” มาเลือกชมเลือกซื้อสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย เพื่อสุขภาพและเพื่อโลกที่ยั่งยืน พร้อมร่วมสนุก ร่วมลุ้นรับของที่ระลึกและรับคูปองส่วนลดสุดพิเศษ และช่วยกันบอกต่อกิจกรรมดีๆ ผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทยให้เป็นที่รู้จักไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4744 หรือ Facebook Page: กรมการค้าต่างประเทศ DFT

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ครูลำดวน นันทะสุธา ศิลปินโอทอป ผ้าทอลายขิดไหม หนึ่งเดียวของหนองบัวลำภู


แม่ครูลำดวน นันทะสุธา 
ศิลปินโอทอป ผ้าทอลายขิดไหม หนึ่งเดียวของ จังหวัดหนองบัวลำภู

งาน OTOP Midyear 2025 ของดีของเด็ดจาก 4 ภาค ของกิน ของใช้ คุณภาพคัดสรรค์ทั่วฟ้าเมืองไทย โอทอป ศิลปิน ,โอทอปขึ้นเครื่อง, โอทอป 5 ดาว ,โอทอปชวนชิม ,โอทอป นาทีทองพบกับMini คอนเสิร์ต ศิลปิน มามอบความสุข อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี 7 – 15 มิถุนายน 68 เวลา 10.00-21.00 น.



วันนี้ทีมงานโวยวาย ดอทคอม มีโอกาสพบศิลปิน OTOP ในงาน OTOP Mid Year 2025 ในโซนศิลปินโอทอป นางลำดวน นันทะสุธา ผ้าขิดไหมบ้านกุดแห่ จังหวัดหนองบัวลำภู ผ้าขิดไหมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ มีคุณค่าทางศิลปะและมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชวนคนไทยและนักท่องเที่มาร่วมกันสนับสนุนสินค้าภูมิปัญญาจากชุมชน เพื่อต่อลมหายใจให้กับงานศิลปหัตถกรรมของไทยกัน

ผ้าขิดไหม คือ ผ้าทอลายขิดที่ทอด้วยเส้นไหม โดยมีลวดลายที่เกิดจากการใช้เทคนิคการทอแบบ "ขิด" ลายขิดที่ปรากฏบนผ้ามีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อต่างๆ เช่น ลายดอกไม้ ลายสัตว์ ซึ่งเป็นการสะกิดหรือยกเส้นด้ายยืนขึ้นแล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป เพื่อสร้างลวดลายต่างๆ บนผืนผ้า ผ้าขิดไหมจึงเป็นผ้าที่มีความสวยงาม มีลวดลายที่โดดเด่น และมีความมันวาว 

นางลำดวน นันทะสุธา ประธานกลุ่มทอผ้าขิดไหมบ้านโพธิค้ำ บอกว่า ผ้าลายขิดในภาคอีสานอยากให้เศรษฐกิจในหมู่บ้านดีขึ้น คนในหมู่บ้านมีรายได้เสริมจากการทำไร่ทำนา ไม่ต้องจากบ้านไปทำงานกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลครอบครัว และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการทอผ้าขิดไหมของชาวชุมชนชนบทให้คงอยู่สืบไป

โดยลายผ้าขิดไหม พบมากในภาคอีสาน เกิดจากแนวคิดของ ครู ลำดวน นันทะสุธา ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุด แห่ จนทำให้ลายผ้าขิดไหมบ้านกุดแห่ ได้รับรางวัล ชนะเลิศจากแนวความคิดที่นำคำขวัญจังหวัด หนองบัวลำภู “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุทยานแห่งชาติภูเก้าภูพานคำ แผ่นดินธรรม หลวงปู่ขาว เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน” มาประยุกต์เป็นลายผ้าแบบใหม่ ที่มีความแปลกใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ลายดอก พิกุล ลายหัวนาค ลายผีเสื้อ ผ้าขิดไหมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย



ครู ลำดวน นันทะสุธา  เล่าถึง การทอผ้าขิดเป็นการทอโดยการใช้ไม้เขี่ย หรือสะกิดเส้นด้ายยืน เพื่อเปิดช่องให้สอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปสร้างลวดลาย ลวดลายที่ได้มีสัมผัสได้ถึงความนูนลอยออกมาจากผืนผ้า  การฝึกให้กับคนในหมู่บ้านที่สนใจประกอบเป็นอาชีพเสริม ต่อมาสอนให้กับคนที่สนใจที่จะทำเป็นอาชีพ ตลอดจนเป็นห้องเรียนนอกสถานที่สำหรับโรงเรียนในเขตพื้นที่ อ.นากลาง ที่ต้องการให้นักเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับการทอผ้าที่นับวันจะหมดไปจากสังคมชนบท ซึ่งนอกจากจะสอนการทอผ้าแล้วยังสอนให้ออกแบบลวดลายผ้าทั้งลายโบราณและลายประยุกต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างความหลากหลายของผ้าไหม จากการที่กลุ่มได้เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ทำให้เป็นที่รู้จักและมีตลาดรองรับมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ประกอบด้วย ผ้าขิดไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าโสร่งไหม ผ้าลายลูกแก้ว ผลงานที่โดดเด่น คือ ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในการประกวดผ้าขิดไหม ได้รับโล่สตรีดีเด่น จากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับโล่ผู้นำสตรี
ดีเด่นของจังหวัดอุดรธานี ได้รับโล่ผลิตภัณฑ์ดีเด่นประเภทผ้าขิดไหม ได้รับโล่เกียรติบัตรจากการประกวดผ้าลายดอกบัว จากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู




ครูลำดวน นันทะสุธา
087 2198231





วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รมช.มท. แถลงข่าวจัดงาน Otop midyear 2025

     
นางสาว ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน แถลงข่าวการจัดงาน Otop midyear 2025  ภายใต้แนวคิด OTOP ทันโลก ทันสมัย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน   โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นาย วรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน   , นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน , ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ผู้บริหารกลุ่มเซนทรัล เข้าร่วม ณ    Zone Groove  the Office ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์         



นางสาว ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ โดยการสนับสนุนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ สนับสนุนให้ชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่แหล่งเงินทุน รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการ และการตลาดเพื่อเชื่อมโยงสินค้า จากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยมุ่งหวังให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า ประกอบกับกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การผลิต การตลาด และการจำหน่าย “มุ่งเน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนตามอัตลักษณ์ที่โดดเด่น (OTOP) ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการประสานกับภาคเอกชน เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มตลาดมากขึ้น การสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ซึ่งจะนำสู่การส่งออกสินค้าเชิงวัฒนธรรม และนำหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้ผู้ประกอบการในชุมชนท้องถิ่นเป็นหน่วยธุรกิจในการสร้างงานสร้างรายได้ตามแนวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Economy) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถขยายตลาดและสร้างการรับรู้ให้กับงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาของคนไทยให้สามารถแพร่หลายและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมากรมการพัฒนาชุมชนได้มีการนำนวัตกรรมด้านต่างๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงาม, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีอายุยาวนานขึ้น มีความทันสมัย เหมาะแก่การใช้งานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องจะสามารถเป็นการเพิ่มรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้ดียิ่งขึ้นอีกทั้งยังคงเป็นการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโต ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สินค้าเพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีคุณภาพ นำไปสู่การขายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ได้ไม่น้อยกว่า 2000 ครัวเรือน โดยจะสามารถสร้างรายได้ให้เกิดเงินหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาท ส่งผลให้คนในชุมชนได้ มีกิน มีใช้ สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งของประเทศต่อไป OTOP ทำให้เกิดโอกาสกับคนต่างจังหวัด แต่ปัจจุบัน OTOP ไปได้ไกล และนับเป็นพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาที่ทรงแบบลายผ้าและพระราชทานให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ได้นำไปต่อยอดพัฒนาหลากหลายผลิตภัณฑ์ ที่เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย



นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการ และการตลาดเพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งยังมุ่งหวังให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าการจัดงาน “OTOP Midyear 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP และกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปีที่สำคัญงานหนึ่งของประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เติบโต เข้มแข็ง และเชื่อมโยงไปยังเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อสร้างรายได้ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน โดยภายในงาน มีกิจกรรมหลากหลาย ประกอบด้วย โซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณพระวชิราเกล้าเจ้าอยู่หัว โซนนิทรรศการกิจกรรมและการจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานภาคี โซนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP 3 - 5 ดาว กว่า 2,000 บูธ โซนโอทอปชวนชิม กว่า 160 ร้านค้าทั่วประเทศ โซน OTOP Trader ประเทศไทย และ OTOP Trader จังหวัด ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานการจัดหาช่องทางการตลาดสินค้า OTOP ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และไฮไลต์สำคัญคือ  โซนศิลปิน OTOP จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากศิลปิน OTOP กว่า 40 รายที่อนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น, โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี, โซนจักสานสู่สากล มีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์จักสานมากกว่า 50 รูปแบบที่ผ่านการพัฒนาสู่ความเป็นสินค้าในระดับพรีเมียม ที่พร้อมมานาเสนอให้กับลูกค้าทุกท่านได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ มีหลากหลายรูปแบบ, โซนผ้าไทยใส่ให้สนุก และ First Lady ที่จัดแสดงผ้าที่มีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัด แต่มีดีไซน์ที่ทันสมัยเหมาะกับทุกรุ่น ทุกเพศ ทุกวัย  ที่สำคัญพลาดไม่ได้กับโซนพิเศษภายในงาน  ที่พลิกโฉม OTOP ไทยสู่โลกออนไลน์และการค้าโมเดิร์นเทรด  โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร  ได้แก่ Good Goods ภายใต้ วิสาหกิจเพื่อสังคมเซ็นทรัล ของกลุ่มเซ็นทรัล, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, บริษัท ติ๊กต็อก (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด (NocNoc), บริษัท เน็กซ์ เจน ช้อป จำกัด (NexGen e-commerce), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด   (7-11) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (โครงการไทยเด็ด) ที่ร่วมกันส่งเสริมด้านการตลาดให้ OTOP มีช่องทางการตลาด สู่โลกออนไลน์และการค้าโมเดิร์นเทรด สามารถสร้างรายได้ มีกำไรกลับคืนสู่ชุมชน         

 
นอกจากนี้ ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดังมาร่วมสร้างความบันเทิง  พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายภายในงานอีกมากมาย อาทิ การจับสลากรางวัลชิงโชค ร่วมลุ้นรับทองคำ มูลค่ากว่า 400,000 บาท นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ยังได้ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน เพิ่มช่องทางการจำหน่ายนำเสนอสินค้า OTOP ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์  เพิ่มช่องทางการขายผ่านโซเชียลมีเดีย  ต่างๆ ผ่าน Studio Live สร้างความน่าสนใจด้วยคอนเทนต์และกิจกรรมออนไลน์แบบทันสมัย  เพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์  เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเชื่อมต่อกับผู้ผลิตแบบตรงๆ และร่วมสร้างชุมชนดิจิทัล
        

จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP ในงาน “OTOP Midyear 2025  ภายใต้แนวคิด OTOP ทันโลก ทันสมัย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน  พบกับความหลากหลายของสินค้าที่คัดสรรจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยมาให้ ชม ชิม ช้อป กันอย่างเพลิดเพลิน  ตั้งแต่วันที่
7 - 15  มิถุนายน 2568 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี หรือท่านใดที่ไม่มีเวลาแวะมาเลือกซื้อ เลือกช้อปกันที่เมืองทอง ก็สามารถร่วมอุดหนุนสินค้าจากภูมิปัญญาของชุมชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ได้เช่นกัน ขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุก
คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้พี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กันนะครับ” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าว

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

บางกอกแอร์เวย์ส กางแผนปี 68 เติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้าขนส่งผู้โดยสาร 4.7 ล้านคน

ยกระดับแบรนด์มัดใจนักเดินทางทั่วโลก ตอกย้ำการเป็นสายการบินชั้นนำในภูมิภาค

กรุงเทพฯ, 28 มีนาคม 2568 - บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นำโดย นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ แถลงทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจบริษัทฯ ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายงานการเงินและบัญชี และ นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด โดยปี 2568 ตั้งเป้ายอดผู้โดยสาร 4.7 ล้านคน พร้อมแผนรองรับอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มขึ้นในมิติที่สำคัญ ตลอดจนแคมเปญการตลาด ความร่วมมือกับหลากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อพัฒนาแบรนด์ สร้างรายได้ และการเดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน 

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมการบินโลกว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ระบุว่า หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอุปสงค์การเดินทางทางอากาศเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของโลก และแนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ

นายพุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ คาดการณ์จำนวนเที่ยวบิน 48,077 เที่ยวบิน อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 82% ขนส่งผู้โดยสาร 4.7 ล้านคน ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยประมาณ 4,200 บาทต่อที่นั่ง ทั้งนี้ แนวโน้มการเดินทางในปีนี้ เส้นทางสมุย ยังคงเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีการสำรองที่นั่งล่วงหน้าในช่วงเดือนมีนาคม – กันยายน 2568 เพิ่มขึ้น 14% โดยบริษัทฯ วางแผนกลับมาให้บริการเส้นทาง สมุย-กัวลาลัมเปอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน ในไตรมาส 4 เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสารจากยุโรปที่เดินทางผ่านทางสนามบินกัวลาลัมเปอร์

ปัจจุบันบริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินสู่ 19 จุดหมายปลายทาง ประกอบด้วยภายในประเทศ 11 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิและดอนเมือง) เกาะสมุย เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ตราด ลำปาง แม่ฮ่องสอน 

สุโขทัย หาดใหญ่ อู่ตะเภา และจุดหมายปลายทางต่างประเทศ 8 แห่ง ได้แก่ มัลดีฟส์ สิงคโปร์ เสียมเรียบ พนมเปญ หลวงพระบาง ฮ่องกง เฉิงตู ฉงชิ่ง 

บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรสายการบิน ปัจจุบันมีสายการบินพันธมิตร (Codeshare Partners) รวมทั้งสิ้นจำนวน 30 สายการบิน และมีสายการบินข้อตกลงร่วม (Interline Partners) กว่า 70 สายการบินทั่วโลก 

ด้านบริหารจัดการฝูงบินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนเครื่องบินรวมทั้งสิ้นรวม 25 ลำ และมีแผนจะปรับฝูงบิน (Re-fleet) เครื่องบินรุ่น ATR72-600 รวมทั้งสิ้น 12  ลำ โดยมีกำหนดทยอยส่งมอบระหว่างปี 2569 ถึงปี 2571 นายพุฒิพงศ์ กล่าว

ในส่วนการพัฒนาศักยภาพธุรกิจสนามบิน บริษัทฯ มีแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสารของสนามบินสมุย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วนสนามบินตราดมีแผนขยายรันเวย์ เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินแบบไอพ่นได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการ 

สำหรับแผนการลงทุนโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภานั้น ล่าสุด บริษัทฯ และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำศักยภาพสายการบินชั้นนำระดับภูมิภาค บริษัทฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับนานาชาติ "AAPA Assembly of President 2025" ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 14 -15 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้นำระดับสูงของสายการบินสมาชิกกว่า 250 ท่าน จาก 18 สายการบิน รวมทั้งตัวแทนจากองค์กรกำกับดูแลระดับโลกอย่าง ICAO และ IATA หน่วยงานกำกับดูแลด้านการบิน ผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำ และพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก เข้าร่วมงาน ซึ่งการประชุมนี้นับเป็นเวทียุทธศาสตร์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค

นายพุฒิพงศ์ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัท ฯ ในปี 2568 ที่ยังคงยึดหลักแนวคิด ESG ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบใน 3 ด้าน ด้านสิ่งแวดล้อม ได้สานต่อโครงการ Low Carbon Skies by Bangkok Airways มุ่งเน้นลดการปล่อยคาร์บอน สอดรับพันธกิจภาคการบินโลกสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon Emission 2050 การบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ล่าสุด เข้าร่วมโครงการมุ่งสู่ Net Zero ด้วยวิธี Science Based Target เพื่อสร้าง Roadmap ที่ชัดเจน ด้านสังคม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ การดูแลสิทธิมนุษยชน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ขณะที่ ด้านธรรมาภิบาล ยังคงเน้นความโปร่งใส การปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) ความพึงพอใจของลูกค้า และการนำนวัตกรรมมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายในการยกระดับคะแนนประเมินความยั่งยืน FTSE Russell ESG Scores ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพิจารณานำมาใช้ โดยมีกำหนดเริ่มอย่างเป็นทางการในปี 2569

นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายงานการเงินและบัญชี บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ภาพรวมผลการดำเนินการด้านการเงินของปี 2567 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 26,041 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายรวม 20,638 ล้านบาท มีผลกำไรสุทธิ 3,798 ล้านบาท ผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2567 เป็นจำนวน 5,454 ล้านบาท อัตราการทำกำไร (EBITDA Margin) อยู่ที่ 28% และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทในปี 2567 ที่ 2.53 เท่า


นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า ด้านแผนการขายในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นลูกค้าหลัก เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายและรายได้ คาดการณ์ส่วนแบ่งช่องทางการขายบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์เป็นสัดส่วน 28% และช่องทางอื่น 72% (BSP Agent, Online Travel Agent, Call Center, Etc.) โดยเป็นการขายผ่านช่องทางเชื่อมต่อตรงผ่านระบบ 32% ตลาดภายในประเทศ 18% และตลาดต่างประเทศ 50% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยยังมีความต้องการสูงและยังคงแข็งแกร่ง โดยวางแผนการขายเชิงรุกสำหรับตลาดต่างประเทศกลุ่มใหม่ อาทิ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเทศในแถบละตินอเมริกา และตุรกี โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสำนักงาน GSA รวมทั้งสิ้น 26 แห่งทั่วโลก

สำหรับกลยุทธ์การขายมี 4 แนวทาง ได้แก่ การมุ่งเน้นตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะการต่อยอดการขาย จากกระแสซีรีส์ "White Lotus Season 3"  โดยจับกลุ่มลูกค้าที่ตามรอยซีรีส์ เน้นกลุ่มประเทศ อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นตลาดที่เติบโตสูง เช่น คาซัคสถาน ซาอุดีอาระเบีย ตลาดที่มีฟรีวีซ่า เช่น อินเดีย และจีน ขยายการเชื่อมต่อตรงผ่านระบบกลุ่ม API/NDC/Direct Connect ให้มากขึ้นเพราะเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับสายการบินในยุคดิจิทัล ที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากแนวโน้มปัจจุบันลูกค้านิยมซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา (Metasearch) และตัวแทนจำหน่ายตั๋วออนไลน์ (OTA) ช่วยให้สายการบินกระจายการขายตั๋วไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขายผ่านแพลตฟอร์มของสายการบินพันธมิตร ซึ่งเป็นการขายร่วม (Codeshare) บนบัตรโดยสารของสายการบินพันธมิตรผ่านช่องทางบนระบบแบบเชื่อมต่อตรง ช่วยขยายช่องทางการขาย และเพิ่มฐานลูกค้าแพลตฟอร์มของสายการบินพันธมิตร เริ่มจากสายการบินแควนตัสบนระบบ QDP และพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อขยายความร่วมมือต่อไป เช่น สายการบิน Thai Airways, British Airways, Lufthansa Group, Emirates, Etihad, Eva Air เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมปรับโฉมระบบสำรองที่นั่งออนไลน์ใหม่ เป็น RefX (Reference Experience) หรือ Digital Commerce พัฒนาโดยบริษัทอะมาดิอุส เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าถึงข้อมูลเที่ยวบิน ราคา และบริการเสริมได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น  

ไฮไลท์กลยุทธ์สื่อสารการตลาดปี 2568 เปิดตัวภายใต้ธีม "Awesome Experience" มุ่งสร้างการเดินทางสู่ประสบการณ์ครั้งใหม่ที่มีความหมายกับผู้โดยสารทุกกลุ่ม โดยเน้นการบริการที่พิเศษ สะดวกสบาย และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมส่งภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ภายใต้แนวคิด "ดีต่อใจ" โดยแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ “ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์” เริ่มเผยแพร่บนทุกช่องทางแล้ววันนี้

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของปีนี้ ได้เตรียมจัด Pop-up Boutique Experience ณ สนามบินสุวรรณภูมิ สมุย ตราด สุโขทัย และเชียงใหม่ โดยนำเสนอประสบการณ์อาหารที่หลากหลาย ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือประเพณีอันแท้จริงของชุมชนเอาไว้ อาทิ ในเดือนเมษายน สนามบินสุวรรณภูมิ จะให้บริการไอศกรีมที่รังสรรค์รสชาติจากจินตนาการ (Jin – Ta Icecream)  

และพลาดไม่ได้ กับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา Bangkok Airways Boutique Series 2025 รายการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 พบกับ 3 เส้นทางวิ่งใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (สมุย) ตราด สุโขทัย เสื้อวิ่งออกแบบโดยศิลปินอิสระ 'Underhatdaddy' ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง และร่วมวิ่งไปกับ 3 ศิลปินชื่อดัง 'ตู่ ภพธร' 22 มิถุนายน ที่เกาะสมุย 'โตโน่ ภาคิน' 17 สิงหาคม ที่จ.ตราด และ 'เทศน์ ไมรอน' 28 กันยายน ที่จ.สุโขทัย 

อีกหนึ่งกลยุทธ์แบรนด์เพื่อเข้าถึงใจลูกค้า และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่สามารถครองใจผู้โดยสารทั่วโลก กับแชมป์ 8 ปีซ้อน Skytrax Award สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก และสายการบินระดับภูมิภาคดีที่สุดในเอเชีย ล่าสุดจับมือกับ PUMA สปอร์ตแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Be The First Move For Better Together” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการให้บริการ

ข่าวประชาสัมพันธ์

Toshiba เปิดตัวซีรีส์ T33 ยกระดับการดูแลเสื้อผ้าในทุกขั้นตอน

โตชิบา เปิดตัวเครื่องซักผ้าฝาหน้า รุ่น TW-T33B140UWT(WS) และเครื่องอบผ้า รุ่น TD-T33B120HWT(WS) ที่ผสานเทคโนโลยีการดูแลเสื้อผ้าเข้ากับดีไซน์...

โวยวายดอทคอม