วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562

รศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์



หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 



โรคตับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยประชาชนไทย เชื่อหรือไม่ คนไทยทุก ๆ สิบคน มีโรคตับอักเสบเรื้องรังแอบซ่อนอยู่อย่างน้อยหนึ่งคน โดยเจ้าของตับไม่มีโอกาสรู้ หากไม่ได้รับการตรวจที่เหมาะสม ทำให้เสียโอกาสในการป้องกันและรักษาตั้งแต่เริ่มต้น หากมีการให้ความรู้ที่ถูกต้องถึงความเสี่ยง ระยะเวลาการดำเนินของโรค การป้องกันการเฝ้าระวังและวิธีดูแลรักษา จะทำให้สามารถป้องกัน ลดภาวะความรุนแรงหรือรักษาโรคให้หายได้    

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เตรียมจัดงานเสวนารู้ทันโรคตับ ตอนไวรัสตับอักเสบบี ซี ไขมันตับ มะเร็งตับ “กัญชาหรือยาหมอ”  ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00-16.30 น ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

รศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า “ ปกติแล้ว ศูนย์ฯ นอกจากให้การรักษาบริการด้านการแพทย์โรคตับแล้ว ยังมีนโยบายการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับโรคตับ ในทุกปีจะมีการจัดงานเสวนาใหญ่เพื่อประชาสัมพันธ์ด้านโรคตับ และในแต่ละปีเราใช้คำว่า “งานเสวนารู้ทันโลกตับ” แต่ธีมส์ในการเสวนาจะเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี ระยะหลังจะจัดงานค่อนข้างใหญ่ขึ้น ที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นที่เดียวกับที่นิสิตจะรับปริญญา จุคน 1500 คน ประชาชนที่เข้ามา ก็มาอย่างตั้งใจเพราะมีค่าใช้จ่ายในกาเข้าร่วมประชุมมากกว่า 1500 คน ต่อปีต่อครั้ง”

และในปีนี้จัดงานขึ้น 20 ตุลาคม 8.00-16.00 น. โดยใช้ชื่อ เสวนารู้ทันโรคตับไวรัสตับอีกเสบบี ซี ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ และยังมี “กัญชาหรือยาหมอ “  เป็นไฮไลท์ของปีนี้ ...เมื่อรู้ทันโรคตับแล้ว จะเลือกกัญชาหรือยาหมอ เป็นจุดสำคัญ ศ.นพ. ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา เป็นวิทยากร

ความเข้าใจผิดอุปสรรคใหญ่ในการรักษา


หัวหน้าศูนย์ฯ กล่าวต่อถึงกิจกรรมภายในงานว่า “ตั้งแต่เช้าจะเน้นเรื่องของ โรคตับชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะ ไวรัสตับ บี ซี แอลกอฮอลล์ ไขมันพอกตับ  ที่สำคัญกว่านั้นคือปัจจุบันการรักษาโรคเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงไป ไวรัสซี สามารถรักษาได้หายขาดเกือบ 100 % และนโยบายของรัฐเอง คนทุกคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบซี สามารถเข้ารับการรักษาได้ ไวรัสบีเองก็มียาที่ดีมากร่วมยี่สิบปีแล้ว นอกจากนี้ยังจะมีการสร้างความเข้าใจในด้านไขมันฟอกตับ

อีกประการหนึ่ง คนที่เป็นโรคตับนอกจากความเข้าใจผิดแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือกำลังใจ การดูแลตัวเอง กำลังใจที่จะกินยารักษา พลังใจที่จะลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร พลังใจที่เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นตับแข็งเป็นมะเร็งตับแล้วจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ทั้งที่โรคเหล่านี้หายขาดได้ แต่กำลังใจพังไปซะก่อนที่ตับจะพัง

คำว่ากำลังใจนี้สำคัญ โดยจะมีผู้ป่วยโรคตับที่ได้รับการเปลี่ยนตับไปแล้ว จะดูแลตัวเองอย่างไร คนที่ตับแข็งไปแล้ว เขาปรับชีวิตไปเป็นนักกีฬามาราธอน ทำอย่างไรที่จะควบคุมอารมณ์จนโรคตับหายไป”

นอกจากนั้นภายในงาน ยังได้เชิญ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ท่านไม่ได้เป็นโรคตับแต่ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญในหลาย ๆ ด้าน ที่สำคัญคือเป็นผู้นำเยาวชนในการออกกำลังกาย ความใส่ใจ ความสนใจในการออกกำลังกาย เล่นฟุตบอลต่าง ๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญว่าเราจะต้าน โรคไขมันพอกตับได้อย่างไร ในงานของการเสวนาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

รศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ กล่าวต่อว่า “หลังเสวนา ช่วงท้ายจะมี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสตับอักเสบและเป็นผู้นำด้านการรักษาโรคคนหนึ่ง ท่านจะมาคุยโรคเราจะได้ยิน WHO  ว่า ไวรัสสับอักเสบจะหมดไปใน 2030 อีกสิบปีข้างหน้าประเทศไทยจะจัดการไวรัสตับอักเสบได้หมดไปตามนโยบายขององค์การอนามัยโรคจริงหรือไม่ ซึ่งจะมีข้อมูลจากงานวิจัยมาให้ประชาชนได้รับทราบและวางแผนในการใช้ชีวิต

หลายคนที่เข้ามาในการประชุมต้องการรู้มากว่า ตอนนี้ไวรัสซี มียาที่หายขาดหรือไม่ ไวรัสบีมียาที่รักษาให้ตับแข็งหายแข็งได้แล้ว ตับคนไข้นั้น เรารอจนกระทั่งตับหายแข็งไปเลยมี แต่ความเชื่อของคนไทยเป็นอุปสรรคต่อการรักษา เพราะฉะนั้นคนที่ต้องการจะรู้เกี่ยวกับการรักษาไวรัสที่ว่ามานี้ ต้องมาในงานนี้

ปัญหาคือคนที่เป็นโรคตับกว่าจะถึงระยะสุดท้ายต้องใช้เวลา  20-30 ปี โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ามีโรคตับแอบแฝงอยู่ ในนี้ ( กลุ่มสื่อมวลชนที่สัมภาษณ์) ใน 10 คนไม่รู้เลยว่ามี คนที่เป็นโรคตับแอบแฝงอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นตับแข็งอีกยี่สิบปีจึงจะรู้หากไม่ไปตรวจร่างกาย

แต่โรคตับจะมาเหมือนกับตกเหวเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาเมื่อมีปัญหามากแล้ว มีน้ำโต ท้องมาร อาเจียนเป็นเลือด ชีวิตจริงของจริง จะมีผู้ป่วยที่เป็นโรคตับมาแสดงจริงว่าเราจะทำอย่างไรกันบ้าง ที่จะหยุดโรคนั้น

มะเร็งตับรักษาได้

หัวหน้าศูนย์ ฯ  กล่าวต่อไปว่า “ชั่วโมงสุดท้ายมีการพูดถึงเรื่องมะเร็งตับว่าสามเดือนสุดท้ายเมื่อเป็นมะเร็งตับเตรียมตัวตาย แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันเราสามารถตรวจจับมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะต้น ผ่าตัดได้ เปลี่ยนตับได้ หายขาดได้ แต่ถ้าใครที่ปล่อยตัวเองไปจนกระทั่งถึงเป็นมากแล้ว เรายังมีวิทยาการต่าง ๆ ที่จุฬาฯ เองสามารถจี้ด้วยความร้อน อุด ใช้ไมโครเวฟ ใช้แอลกอฮอลล์ ใช้รังสีทำลายมะเร็งหรือหยุดโรคมะเร็งได้


แต่ถ้ามะเร็งยังก้าวต่อไปเรายังมียาปัจจุบันที่ไปยับยั้งในเรื่องของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตัวมะเร็ง ยับยั้งตัวมะเร็งเองไม่ให้โตขึ้น มีหลายชนิด มีคนใช้อยู่เยอะ ได้ผลประโยชน์จากยาเยอะ แต่ที่ไปไกลจากกว่านั้นคือเดี๋ยวนี้เราเปลี่ยนวิทยาการรักษาไปถึงขั้นเราไม่ได้รักษาด้วยเคมีบำบัด ไม่ได้รักษาด้วยยาหยุดมะเร็งเราใช้ภูมิต้านทานในการหยุดมะเร็ง ซึ่งก็เปลี่ยนไป เราได้ยินคำว่า เคมีบำบัด เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นยามุ่งเป้า การรักษายามุ่งเป้าจับในเซลล์มะเร็งโตไม่ได้ แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปอีกไม่ได้ใช้ยามุ่งเป้าแล้ว แต่เป็นยาที่ไปกระตุ้นภูมิต้านทานของตนเองไปรู้จักว่ามะเร็งแอบอยู่ในร่างกายตรงไหน เรามีตัวอย่างมากมาย ใครสนใจในการรักษา มะเร็งตับในวิธีใหม่ๆ น่าจะเข้ามาฟัง

สถานการณ์การเป็นมะเร็งตับในคนไทย

หัวหน้าศูนย์ ฯ เผยถึงสถานการณ์การเป็นมะเร็งตับในประเทศไทยว่า “ต้องใช้คำว่า ครองโลกมนุษย์เป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งทั้งปวง ในผู้ชายอันดับหนึ่งคือ มะเร็งตับ รองลงมาคือมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่าง ๆ ผู้หญิงก็อาจจะมีมะเร็งเต้านม ปากมดลูก นำหน้าขึ้นมานิดหนึ่งแต่อันดับสามก็ยังคงเป็นมะเร็งตับ

ทำไมเป็นมะเร็งตับ เพราะมะเร็งตับมองสองแบบ หนึ่งมะเร็งท่อน้ำดี เราเป็นเมืองหลวงของมะเร็งท่อน้ำดีของโลก อีสานบ้านเรามีผู้ป่วยเยอะมาก เป็นของคนยุคเจนเนอเรชั่นเก่า ที่กินปลาส้ม ปลาร้า ที่ก่อให้เกิดพยาธิใบไม้ทำให้ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังจนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดี

ปัจจุบันเริ่มลดลง เพราะประเทศพัฒนาขึ้น ส่วนมะเร็งที่ยังนำหน้าอยู่คือมะเร็งตับ โดยตรง ภาวะเสี่ยงที่ไปถึงตรงนั้น ไวรัสตับอักเสบบี ซี อัลกอฮอลล์ ไขมันพอกตับ จะเป็นเยอะมาก

นอกจากนั้นเป็นโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเรื้อรัง เช่นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ทำให้ตับเรือ้รังได้กว่าคนเราจะตับแข็ง ติดเชื้อวันนี้ ดื่มเหล้าวันนี้ กว่าจะถึงขั้นตับแข็งใช้วเลาสิบถึงสามสิบปี เป็นโรคโดยไม่รู้ตัว เราจึงได้ข่าวว่า คนที่เป็นมะเร็งตับเพราะมะเร็งโตขึ้นจนเต็มตับแต่เจ้าตัวไม่รู้ หรือเป็นตับแข็งหรือตับวายมาแต่เจ้าตัวไม่รู้ถ้าเรามองภาพว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ ต่ำกว่า 30 ปี จะหลุดจากภาวะนั้น แต่ถ้ามากกว่า 30 ปี ขึ้นไปต้องตรวจ

ปัญหาเรื่องโรคตับ

และเมื่อถามถึงการสังเกตุอาการก่อนจะเป็นโรคตับ หัวหน้าศูนย์ ฯ กล่าวว่า “ต้องเดินเข้าไปตรวจอย่างเดียว เช็คดูค่าการอักเสบของตับ บอกหมอได้เลยว่าขอเช็คไวรัสบี ไวรัสซี คัดกรอง เสียค่าใช้จ่ายหลักร้อยเท่านั้น อัลตราซาวน์ควรจะทำสักครั้งว่าจะมีก้อนอะไรอยู่ในตับหรือไม่ ควรรู้พื้นฐานก่อน ใครก็ตามที่มีญาติพี่น้องเป็นตับแข็ง ต้องตรวจ อาจเป็นพันธุกรรม ซึ่งรักษากันแต่เนิ่น ๆ
ไวรัสซี เมื่อ 35 ปีที่แล้ว เราไม่รู้จัก ใครที่ได้รับเลือด ยุคนั้นสมัยที่เรายังเป็นนักเรียนในยุคนั้น คนทางเหนือตอนล่างที่พิษณุโลก หล่มสัก เพชรบูรณ์ น่าจะเป็นดงของไวรัสตับซี จะเป็นเพราะยุคสงคราม หมู่บ้านหนึ่งไปสำรวจ มีไวรัสซีซ่อนอยู่ถึง 16 คนใน 100 คน ทั่วประเทศไทย เฉลี่ย 2 %



ด้านความแตกต่างของไวรัสตับแต่ละตัว

หัวหน้าศูนย์ ฯ กล่าวถึง อาการของไวรัสตับในแต่ละตัวว่า พอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ 1. โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสตับอักเสบหลายชนิด เช่น เอ บี ซี ดี อี และเชื้อไวรัสตัวอื่น ๆ รวมทั้งยาหรือสารมีพิษต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยคือ การทานยาทุกชนิด ทั้งแผนปัจจุบัน  ยาไทย ยาสมุนไพร ยาจีน ยาต้มยาหม้อ วิตามิน อาหารเสริม ซึ่งในระยะหลัง ส่วนใหญ่ใช้โดยได้รับการโฆษณาชวนเชื่อผ่านทางสื่อออนไลน์  โรคตับอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่มีอาการ รอจนเป็นผู้ป่วยอาจจะมีอาการของโรคตับคือ ตาเหลือง อ่อนเพลีย ส่วนมากแล้วหากอาการไม่รุนแรงจะหายเองในระยะ 6 เดือน

2. โรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นโรคตับจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ไม่หายไปเองภายในเวลาหกเดือน ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการให้รู้ โรคตับจะเป็นต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โรคจะดำเนินต่อไปจนเกิดภาวะตับแข็ง และค่อย ๆ เป็นมากขึ้นจนเริ่มมีอาการของภาวะตับวาย เช่น ขาบวม ท้องโต อาเจียนเป็นเลือด ซึมสับสน และ เสียชีวิตในที่สุด หรือมีมะเร็งตับแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะมีสาเหตที่สำคัญคือ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี แอลกอฮอล์  และไขมันพอตับ ซึ่งมักจะเกิดในคนที่มีน้ำหนักเกิน อ้วน และเบาหวาน

3. เนื้องอกในตับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อที่ดี ไม่ใช่เนื้อร้ายไม่มีอันตราย เพียงขอให้แพทย์ได้พิสูจน์เพื่อความมั่นใจเสียก่อนเพื่อความสบายใจ   ส่วนมะเร็งตับมีทั้งมะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งจากเนื้อตับ ในประเทศไทยมะเร็งจากเนื้อตับพบมากเป็นอันดับหนึ่งในมะเร็งทั้งหมด มักจะเกิดขึ้นผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งจากสาเหตุข้างต้น

วิถีการกิน วิถีการเกิดโรค

หัวหน้าศูนย์ฯ เผยถึงเรื่องที่น่าตกใจ และถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย คือการกินยา “ เราเปลี่ยนไปทุก ๆ ปีตามความนิยม ยุคก่อนเป็นยุคโอท้อปก็เป็นกระชายดำ ยุคของการสารเพื่อรักษาเบาหวาน บอระเพ็ด มะรุม ซึ่งโฆษณากันเยอะมาก เป็นมะรุมแคปซูล เมื่อปีที่แล้วเป็นยุคเห็ดหลินจือผง สปอร์ทั้งหลาย เราเจอคนไข้ที่มาในสภาพตับอักเสบน้อยไปจนถึงเสียชีวิตเยอะในปีที่ผ่านมา
เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา จะเป็นยุคที่ไปกินโปรตีนสังเคราะห์หรือโปรตีนอาหารเสริมต่าง ๆ บอกยี่ห้อไม่ได้ แต่ก็มีบางยี่ห้อที่มีอันตราย ไปกินคอลลาเจน คอลลาเจนเฉย ๆ หรือที่ขายตรงก็มักจะผสมอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราจะเจอคนที่กินคอลลาเจนรักษาผิวมาด้วยตับอักเสบเยอะมาก
ในยุคปีที่ผ่านมา ถั่งเช่าตัวมันเองอาจจะรักษานู่นนี่ แต่ก็มีคนที่ทานแล้วมีผลกระทบจากตัวมันเองนิดหน่อย แต่สารที่ผสมกับถั่งเช่าก็จะมีปัญหา คอลลาเจนตอนนี้มาแรงมาก ซึ่งไม่มีงานศึกษาวิจัยที่ชัดเจนว่าสามารถรักษาไวรัสตับได้


ส่วนของกัญชา

ดูเหมือนจะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความวิตกให้กับแพทย์ นั่นคือ การใช้กัญชาในการรักษา หัวหน้าศูนย์ ฯ เล่าว่า “ตอนนี้ปัญหาใหญ่คือคนไข้ในคลินิก 1000 คนมากกว่า 50 % รองใช้กัญชามาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนไข้ไวรัสตับอักเสบก็คิดว่ากัญชาจะช่วยให้ไวรัสหายได้ ไขมันหายได้ มะเร็งตับ มากกว่า 80 % หยอดกัญชามาแล้วทั้งนั้น มีข้อมูลจากผมเองที่เห็นคนไข้ที่ไปได้รับกัญชาแล้วทรุดลง อาจจะไม่บริสุทธิ์ หรือคนที่ตับแข็งระยะสุดท้ายได้รับกัญชาไปแล้วไม่ตื่น เพราะวิธีการใช้ เพราะขนาด เพราะโดรส เขาไปนำกัญชานอกระบบมาใช้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนัก แต่ว่า การเสวนานี้จะบอกว่า เมื่อคนไข้เลี่ยงไม่ได้ในการใช้กัญชา ก็ต้องใช้ให้เป็น

แนวทางการป้องกัน

“....ผมมักจะสอนเสมอว่า วิธีการตรวจโรคตับหรือไปจนถึงระยะตับแข็งแล้ว จะไม่มีอาการบวม แต่ถ้าไปดูฝ่ามือ เขาจะมีอุ้งมือด้านใต้นิ้วโป้งกับนิ้วก้อยจะแดงกว่าตรงอื่น เรียกว่าฝ่ามือแดง เมื่อมาตรวจกับผม ฝ่ามือแดงผมบอกได้เลยว่าอีกสิบปีคุณเสียชีวิต หรือผื่นแมงมุมจะเห็นได้ตาม หน้าอก หลัง แขน คอ ไม่ได้อยู่ส่วนหน้าของร่างกาย จะมีขาเหมือนแมงมุมแดง ๆ ใครที่ดื่มอัลกอฮอลล์เยอะจะเห็นและก็จะบอกได้เลยว่าอีกสิบปีเสียชีวิตน่าจะมีตับแข็งอยู่
ใครเจอว่าตัวเองตัวเหลือง ให้ดูที่ตาขาวสีเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มขึ้นเวลาเกิดตับอักเสบ ซึ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด ตับอักเสบ ตับแข็ง ไปดูอย่างนั้นช้าไป มักไปถึงสุดท้ายแล้วค่อยโชว์ แต่คนที่กินคอลลาเจนตับอักเสบแบบเฉียบพลัน บางทีมาด้วยเหลือง สังเกตที่ตา ปัสสาวะ อาการเพลีย



เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ต้องตรวจสุขภาพ
“...เราเป็นสถานที่อบรมแพทย์เฉพาะทางโรคตับ การบริการเราสอนนักเรียนเพื่อออกไปให้ความรู้และดูแลประชาชน แต่สำหรับประชาชนทั่วไป หาข้อมูลได้จากเวปไซต์ของทางศูนย์ฯ
แต่ผมแนะนำว่า ใครที่รู้หรือสงสัยว่าจะเป็นให้ไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน เชื่อว่าหมออายุรแพทย์รุ่นใหม่จะสามารถคัดกรองโรคได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะคัดกรองว่าคนไข้คนนั้นจะเข้าสู่ศูนย์ฯ ในภาคนั้น เมื่อภาคนั้นรักษาไม่ไหวก็จะมาที่ภาคกลางก็จะมีโรงเรียนแพทย์หลายๆ แห่ง
ที่ศูนย์ ฯ ปัจจุบันแห่งนี้ มีเครื่องมือพิเศษ อัลตราซาวด์พิเศษที่อื่นอาจจะยังไม่มี เป็นวิทยาการที่ใหม่ มีเครื่องฉายรังสีเฉพาะจุด  เราหมอผ่าตัดที่ชำนาญ มีทีมงานแพทย์ที่จะดูแล แต่ถ้ามาทั้งประเทศไม่ไหว แต่เราก็มีแพทย์ที่เราสอนทั้งยี่สิบรุ่น ก็ได้กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เขาก็จะคัดกรองและส่งต่อ”

ใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อออนไลน์

การเสพข้อมูลของคนเราปัจจุบันเปลี่ยนไป ไม่ว่าตั้งแต่การรักษาตัวไปยันการเมือง เราเสพอะไรที่ผิดแล้ว เราจะเห็นว่าผิดตั้งแต่การเมืองยันไม่เมือง พอการไม่เมืองเสร็จโดยเฉพาะสาธารณสุข เฉพาะโรคตับเฉยๆ เยอะมาก เพราะคนปัจจุบันมีแนวโน้มไปสนใจเรื่องอาหารเสริมมากกว่า วิตามิน คอลลาเจน ถั่งเช่า การทานคลีน ซึ่งหลายๆ คนทานคลีนตับอาจจะหายไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้บอกยาก

ผมอยากให้ใช้วิจารณาณ โดยปกติแล้ว ข้อมูลจากออนไลน์เมื่อมีการอัพข้อมูลแล้วจะตบท้ายว่า แหล่งที่มาของข้อมูลนั้นมาจากไหน ถือว่าสำคัญที่สุด ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา หรือหากประชาชนกลัวจริง ๆ หลังจากได้ยาหรือวิตามินนั้นไปสักสองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนมักจะเกิดไวรัสตับอักเสบ ก็ไปตรวจร่างกาย” หัวหน้าศูนย์ ฯ กล่าวในท้ายสุด




สำหรับผู้ที่สนใจเข้าฟังการเสวนาในครั้งนี้จะรับจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คนเท่านั้น โดยสมัครลงทะเบียนผ่านทาง QR Code ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน – 11 ตุลาคม 2562 โดยเสียค่าสมัครคนละ 400 บาท พร้อมรับหนังสือ ของว่าง อาหารกลางวัน รายได้ทั้งหมดบริจาคเข้าสมทบทุนผู้ป่วยโรคตับ มูลนิธิคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  โทร.02-256-4691, 062-362-4348  โทรสาร 02-256-4000 ต่อ 3467   ID Line:@liverunit   e-mail:chulaliverunit@gmail.com          

                                                      


วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

โฮมเมดคาเฟ่ ที่เช็คอินของฮิปสเตอร์

w e l c o m e • t o •  c o l l e c t o r s • c a f e


เริ่มต้นเบาๆ กับร้าน  คอลเลคเตอร์ คาเฟ่ อาจไม่ใช่คำตอบอันดับต้นๆ ที่ทุกคนนึกถึง เพราะที่นี่ไม่ได้อยู่ในย่าน... ที่อยู่กลางสวยสวยมีมุมเก๋ๆ หลากหลาย รอบล้อมด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เอาใจสายสะสมงาน Art Toy ตุ๊กตาและของเล่นสุดชิคที่มีคาแรคเตอร์เท่ๆ หายาก มองดูแล้ว หากต้องการตุ๊กตา
ตัวไหนลองพูดคุยขอคำปรึกษากับทางร้านได้เลยคร้า น่ารักทั้งนั้น


Collectors' Café  คาเฟ่ที่ผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของเล่นของสะสม มาที่นี่ได้นั่งย้อนวัยไปกับของเล่นคิ้วท์ๆ  ถือว่า เป็นร้าน Cafe สุดน่ารักย่านแจ้งวัฒนะ บรรยากาศในร้านพบกับของเล่นชิ้น น้อย ชิ้นใหญ่มากมาย พร้อมได้สัมผัสกับความน่ารักของบอสตัวจริง อย่างคุณโพรฟิท สุนัขพันธุ์เฟรนช์บลูด็อก อารมย์ดีที่จะคอยต้อนรับลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาในทุกวัน


สำหรับคนที่ชอบกินอาหาร พร้อมสัมผัสบรรยากาศ Collectors Cafe ที่เป็นเสมือนบ้านแบร์บริค เป็นร้าน
ที่เริ่มต้นมาจากความหลงใหลตุ๊กกตา ดีไซน์ที่มีขนาดเล็กเท่ากันก็จะตั้งโชว์อยู่ในชั้นวางโดยแบ่งเป็นช่องไว้เพื่อให้ง่ายต่อการชื่นชม ภายในร้านมีการจัดวางตุ๊กตาใส่ในตู้กระจกใสที่แบ่งเป็นช่องๆ เพื่อให้มองเห็นรายละเอียดของผลงานศิลปินได้เป็นอย่างดี จนกลายมาเป็นไอเดียในการสร้างสรรค์ เมนูเครื่องดื่ม ขนมหวาน ไฮศครีมโฮมเมด และอาหารคาวที่มีรสชาติเฉพาะตัว อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ เพื่อใช้เสิร์ฟในรูปแบบของคาเฟ่ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย


คุณพลอย (วริษฐา ตันวิไล ) เจ้าของร้าน เล่าให้ฟังว่า.....
ก่อนหน้านี้พลอย ทำงานออฟฟิศ และจุดเริ่มต้นของที่มา คืออยากเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง มีหุ้นส่วนสอง สามคนกับเพื่อนรัก เพื่อนทั้งคู่ทำงานออฟฟิศมาก่อน และอยากมีธุรกิจของตัวเอง เราเริ่มต้นจาก
ความคิดอยากได้ร้านแบบสนุกๆ สวยๆ นั่งสบายๆ  และไปเรียนทำไอศกรีม เป็นที่มาของร้านจึงทำไอศกรีมเองทั้งหมด  ร้านนี้ไม่ใช่ร้านแรก ที่ร้านเเก่าเน้นขายไอศครีมโฮมเมด จนในปัจจุบันปรับเปลี่ยนจากร้านเดิม ร้านเดิมเป็นร้านที่เช่า และพลอยคิดว่า อยากทำร้านใกล้ๆ บ้าน  ปกติทำงานในเมืองเราก็รู้สึกว่าไม่เวิร์คไลฟ์บลานซ์ พอออกมาทำธุรกิจเอง จึงคิดว่าอยากจะอยู่ใกล้ที่บ้านที่สุด  ร้านเก่าพลอยตกแต่งเป็นสวนสวย สไตล์อังกฤษ แต่เราคิดว่ายังไม่ใช่ตัวตนของเราขนาดนั้น เหมือนกับเป็นสไตล์
ผู้หญิงมากๆ เมื่อมาทำร้านนี้จึงนำความชอบส่วนตัวมากๆ และพลอยเองเป็นคนที่ชอบของสะสมจริงๆ โดยของสะสมแต่ละชิ้นมีมูลค่า ทางใจ  เหมือนกับว่า บางตัวเราซื้อมาสองถึงสามพันในตอนแรก ผ่านมา 2-3 ปี มูลค่าเพิ่มขึ้น รวมทั้งของสะสมบางชิ้นส่วนหนึ่ง มีจำหน่ายด้วย พอมีของเล่นของสะสมเยอะๆ พลอยก็อยากตกแต่งร้านให้เป็นไลฟ์สไตล์ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ของร้านนี้


Collector Café มาจากคำว่า คาเฟ่ของนักสะสม เพราะมาจากของตกแต่ง ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็น
แค่ของเล่น เคยมีมาจัดมีตติ้ง สะสมภาพวาดก็มาที่ร้าน จริงๆ แล้วไม่ได้ซีเรียส ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องเป็นใคร เพราะที่ร้าน setting เป็นแบบบุคคลทั่วไปมาเดทได้ ส่วน Family พาเด็กๆมากันเยอะ เพราะเรามีของเล่นกล่องเซอร์ไพรส์ ที่เด็กๆ ชอบเยอะเลย ส่วนด้านอาหาร ตอนแรกขายกาแฟและของหวานอย่างเดียว ก็เริ่มปรับเปลี่ยนเมนูเพิ่มขึ้น อย่างเมนูที่เป็นผลไม้ ส่วนผสมที่ร้านใช้น้ำส้มแท้ 100%  เพื่อให้ความสดชื่นที่สำคัญยัง low calories และ ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเราพยายามทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ไอศกรีม แป้งแพนเค้ก แป้งวาฟเฟิล แต่ตอนหลังลูกค้าเริ่มคอมเม้นท์ว่า ขับรถมาอยากจะจบที่เดียว คือ ให้ทานให้ครบเลยตั้งแต่ ของคาว ของหวาน กาแฟ ให้จบแบบ One Stop Service เราจึงเริ่มดูสูตรอาหาร พอดีมีเพื่อนที่ทำกระดูกหมูทำส่งร้านอาหารอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นกระเพราจะทำสดใหม่ทุกจาน สูตรจะคิดกันเอง ทำตั้งแต่น้ำซอสเองเลย





ปัจจุบัน เพิ่มเมนูขึ้น อาทิตย์ละหนึ่งเมนู เวลาทำเมนูเพิ่มต้องทำหลายอย่าง ยกตัวอย่างเมนูข้าว
กะเพรา ไม่ใช่ข้าวขาวแต่ทางร้านจะผัดกับซอสและใบกะเพราะไปเลย เมนูเนื้อจะแยกโดยมีน้ำพริกกากหมู มีข้าวโพดผัดเนย แต่ครัวด้านหลังไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพื่อครัวร้อน เป็นครัวขนมหวานจึงต้องปรับเปลี่ยนกันไป เช่นไข่ดาวกรอบ ที่ออกมาเป็นแบบอเมริกันเบรกฟาสต์ เมื่อเข้ามาเมนูแนะนำคือ ข้าวกระเพรามี
ทั้งเนื้อหรือหมู หมูเราใช้เบทาโกรอย่างดีข้าวหมูย่างกิมจิ และข้าวหมูก้อนทอด เพิ่งเพิ่มมา และข้าวซี่โครงหมูขลุกขลิก เครื่องดื่มจะมี 7 Heaven ซึ่งที่ร้านคิดสูตรเอง เป็นโกโก้ มิ้นต์ หรือถ้าไม่ชอบทานเป็นนมก็มี summer paradise ก็จะมีชา พีซ สตอรเบอรี่ และใส่มะนาวนิดนึ่งทำให้สดชื่น ของหวาน แป้งแพนเค้ก วาฟเฟิล ไอศกรีม ก็ทำเอง เพราะฉะนั้นของหวานก็จะเป็นไอศกรีมชานมไข่มุก ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นไอศกรีมเป็นรสชานม วาฟเฟิลขายดีจะเป็นสตรอเบอร์รี่ กล้วย แพนเค้กเป็นวานิลลาชีส แพนเค้ก ไอศกรีมเดี่ยวมีหลายรส สลับกัน แต่ยืนพื้นจะมีวานิลลา ช็อคโกแลต ฮอกไกโดมิลด์ คนที่ไม่ชอบนมจะเป็น Blue Sky Lemon รสชาติออกเปรี้ยวๆ เหมือนน้ำบลูโซดา แต่เป็นไอศครีมแทน ยาคูลท์ ปีโป้ ก็แล้วแต่วัตถุดิบ อย่างยาคูลท์ก็ต้องรอสาวยาคูลท์มา ซึ่งแล้วแต่วัตถุดิบที่มี เสาร์-อาทิตย์จะเมนูเยลลี่กาแฟเพิ่มขึ้น  ตอนนี้ยอดขายก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเมนูข้าว มีบริการเดลิเวอรี่ สนใจสั่งไปทานที่บ้านได้นะคะ






Collectors Cafe ร้านคาเฟ่เล็กๆ เป็นหนึ่งในร้านมี designer toys Bearbrick Cafe ร้านน่ารัก
น่านั่ง มีทั้งของคาว ของหวาน มาชม มาชิม ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Collector’s Cafe
หมู่บ้านสหกรณ์การบินไทย แจ้งวัฒนะ
https://goo.gl/maps/xCk7NJEaMj82
เปิดทุกวัน 10.00 – 19.00 น. (หยุดวันพุธ)
โทร : 090-6494564 / 092-9495114
FB: Collectors' Cafe
32/24 ซอย หมู่บ้านสหกรณ์การบินไทย กรุงเทพมหานคร 11120


#collectorscafe #คาเฟ่น่ารัก #คาเฟ่ของเล่น #cute

อิมแพ็คฯ เตรียมจัดงานแสดงสินค้าเครื่องจักรหนัก INTERMAT ASEAN และงาน CONCRETE ASIA 2019



บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด จับมือ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพันธมิตรร่วมจัดงาน INTERMAT ASEAN และงาน CONCRETE ASIA 2019 งานแสดงสินค้า เครื่องจักร นวัตกรรม เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และคอนกรีต พร้อมด้วยสัมมนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะแผนเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงรวบรวมผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาจัดแสดงสินค้ากว่า 300 แบรนด์ ในระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2562 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดว่าจะมีบุคคลากรทางอุตสาหกรรมก่อสร้างเข้าร่วมงานกว่า 5,000 ราย

INTERMAT ASEAN และ CONCRETE ASIA 2019 ยังมีกิจกรรมภายในงานฯ อาทิ อินโนเวชั่น โซน และสัมมนาดังนี้
·                    

            
          - จัดแสดง Thailand Green Road “โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิล” ในความดูแลของ ผศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ ที่นำขยะถุงพลาสติกมาผลิตบล็อกปูถนนรีไซเคิล ที่มีค่าความแข็งแรงของยางมะตอยสูงกว่ามาตรฐาน 300 เปอร์เซ็นต์
·        -จัดแสดงขีดความสามารถและอุปกรณ์ด้านการทดสอบวัสดุ Building Code ผลงานการออกแบบบ้านสำเร็จรูป เพื่อผู้ประสบภัย และมาตรฐานทางด้านกฎหมายเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง
·        -จัดแสดงนวัตกรรมรถหัวลากขนาดใหญ่ 10 ล้อ 420 แรงม้า ยูโร 4 เกียร์ 12 สปีด สำหรับรุ่นเส้นทางขนส่งระยะไกล
·       - จัดแสดงนวัตกรรมการขึ้นรูปวัสดุเซรามิกส์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
·        -สาธิตเพ้นท์พื้นเป็นลาย 3 มิติ โดยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก
·        -สาธิตการติดตั้งนั่งร้านและระบบนั่งร้าน
·       - สัมมนาเรื่อง การนำ Digital และ BIM มาใช้ในการออกแบบงานทาง
·        -เทคนิคการดัดแปลงโครงสร้างอาคาร
·       - หลักสูตรสำหรับผู้ควบคุมการทำงานบนที่สูง (หลักสูตรประกาศนียบัตร)
·       - เทคนิคการออกแบบแก้ไขฐานรากเยื้องศูนย์
·       - หลักสูตรการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน CPR& AED ภาคประชาชน
·       - กรณีศึกษานวัตกรรม BIM กับการออกแบบการก่อสร้างระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป
·     - วิวัฒนาการ-อนาคต การรถไฟและระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางราง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
·       - วิเคราะห์แนวโน้มราคาคอนกรีตจาก BIG DATA โดย BUILK ONE Group




ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://concrete-asia.com/ และ https://asean.intermatconstruction.com/


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ฉลอง 10 ปี อุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น


สานต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนเอสเอ็มอีสองประเทศ

กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2562 – กระทรวงอุตสาหกรรม ฉลองโต๊ะญี่ปุ่น (Japan Desk) ครบ 10 ปี สานความสัมพันธ์ ความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น สร้างความร่วมมือด้านการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ 4.0 พัฒนาบุคลากร เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ และการสร้างโอกาสทางการตลาด ดึงผู้ประกอบการญี่ปุ่นลงทุนอีก 500 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ผุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ ดึงนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าประเทศเพิ่ม


 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานมากว่า 130 ปี ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2562 ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นอันดับ 1 ของจำนวนโครงการ สำหรับการลงทุนต่างชาติทั้งหมด และประเทศญี่ปุ่นยังเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทย ซึ่งมีมูลค่าการค้ากว่า 1.94 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย จำนวนกว่า 6,000 กิจการ

กระทรวงอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศเป็นอย่างมาก โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (The Japan External Trade Organization : JETRO) จัดตั้งโต๊ะญี่ปุ่น (Japan Desk) ขึ้น และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 จากนั้นก็ได้พัฒนาและขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานเอกชน รวมจำนวน 29 แห่ง รวมลงนาม 32 ฉบับ ซึ่งได้ดำเนินงานมาครบ 10 ปีแล้ว


 โต๊ะญี่ปุ่น ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสร้างสัมพันธ์ ประสานงานการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ สร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ 4.0 ภายใต้โครงการ Connected Industries โครงการสาธิตการผลิตแบบลีนออโตเมชั่น (Lean Automation System Integrators: LASI Project) การยกระดับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมจังหวัดมิเอะ - ประเทศไทย หรือ MIE-Thailand innovation Center เป็นต้น 

2) ด้านการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในองค์กรของประเทศญี่ปุ่น การจัดทำโครงการ Re-Skill เพิ่มพูนทักษะการทำงานในด้านการพัฒนา SMEs ทุกมิติ 3) ด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ

โดยการการจัดงาน Business Networking การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การประชุมเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมในลักษณะ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” หรือ OTAGAI Forum ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นที่มีความร่วมมือจำนวน 21 แห่ง และ 4) การสร้างโอกาสทางการตลาด การจัดงาน Business Matching การพาผู้ประกอบการไปออกงานแสดงสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ งานแสดงสินค้านวัตกรรมขององค์การสนับสนุน SMEs แห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) รวมถึงงานแสดงสินค้าของรัฐบาลจังหวัดต่าง ๆ อาทิ จังหวัดไซตามะ จังหวัดนากาโนะ และกรุงโตเกียว เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก 

ทั้งนี้ กสอ. ได้รวบรวมตัวเลขการลงทุนจากจังหวัดที่ได้มีการลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 21 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีจำนวนบริษัทเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทั้งการลงทุนแบบ FDI แบบ Joint Venture และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้น จากเดิมมีผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาลงทุน 2,100 บริษัท เพิ่มขึ้นอีก 500 บริษัท รวมเป็น 2,600 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท

“กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งหวังยกระดับสู่ไทยแลนด์ 4.0 และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย s-curve อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นที่จะต่อยอดศักยภาพและความสามารถการแข่งขันของประเทศให้มีความพร้อมตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุน รวมถึงการคิดค้นรูปแบบมาตรการการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อนักลงทุน โดยเฉพาะ นักลงทุนชาวญี่ปุ่น ทั้งนี้เชื่อว่า โต๊ะญี่ปุ่น จะเป็นกลไกที่สำคัญในการเชื่อมโยงและสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ในลักษณะ Win-Win ระหว่างทั้งสองประเทศให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป” นายสุริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายอัตซึชิ โตโยนากะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (SMRJ) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสที่ได้มารับตำแหน่งประธาน SMRJ คนล่าสุด ขอยืนยันและให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างฐานผลิตในประเทศไทย รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศต่อไป

ด้าน นายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางญี่ปุ่นเองนั้น พร้อมที่จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนทั้งด้านวัสดุ สิ่งทอ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในโครงการ Eastern Economic Corridor หรือ โครงการ EEC ที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก



คึกคักเปิดงาน ASEAN Ceramics 2019

แสดงสินค้าอุตสาหกรรมเซรามิกส์ ระดับนานาชาติ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้28-30 สิงหาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเซรามิกทั่วโลก แห่ร่วมงาน 36ประเทศ กว่า 200บริษัท โชว์นวัตกรรมเทคโนโลยีสุดล้ำ จุดประกายพัฒนาตนของผู้ประกอบการไทย เพิ่มการแข่งขันเจาะตลาดนานาชาติ ในปัจจุบันตลาดอาเซียนมีมูลค่า 43 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะถึง 69.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568   ด้านผู้เข้าชมงานปีนี้มีผู้ร่วมงานมากถึง 5,000 คน ร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเซรามิกไทยขยายโต10% จากมูลค่าตลาดกว่า36,000ล้านบาท 





 มร.เดวิด อิ๊ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงาน ASEAN Ceramics 2019 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมเซรามิก ระดับนานาชาติ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในผู้ผลิตรายสำคัญของเอเชีย  ปีนี้เป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4  ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งด้านการประชุมวิชาการ  ด้านแสดงเทคโนโลยี และการเปิดช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิตเซรามิกในระดับนานาชาติ



การจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของ  บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด สมาคมเซรามิกส์ไทย,กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดขึ้นในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2562  ณ.ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่ 11,000 ต.ร.ม.

 ในงานนี้มีเปิดบูธงาน 200 บริษัททั่วโลก จำนวน36ประเทศ มาโชว์เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมเซรามิก และมีบริษัทชั้นนำระดับโลกร่วมแสดงเทคโนโลยีมากมายอาทิ บริษัทFerro, Siam Technical Ceramics, Saint Gobain, Loxley, Imerys, Source Runner, Alteo, Astral เป็นต้น คาดว่ามีผู้เข้าชมงานนี้มากกว่า5,000ราย งานนี้ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเซรามิกไทยโตอีก10% ด้านอุตสาหกรรมเซรามิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลาดอาเซียนปัจจุบันมีมูลค่า 43 พันล้านเหรียญสหรัฐและคาดว่าจะถึง 69.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568








 มร.เดวิด อิ๊ทคิ่น กล่าวต่อว่า   สำหรับปีหน้า  จะมีการจัดแสดงสินค้าอุตสาหกรรมเซรามิกที่ประเทศเวียดนาม ชื่องาน  VIETNAM Ceramics 2020 ช่วงวันที่  26 - 27 สิงหาคม 2020ศูนย์นานาชาติสำหรับการจัดนิทรรศการ (I.C.E) | กรุงฮานอย เวียดนาม



ด้านนายวิชัย เธียรโชติ กรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  อุตสาหกรรมเซรามิก ด้านการผลิต  จำหน่ายและการส่งออก แนวโน้มอุตสาหกรรมเซรามิก ปี 2562 คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ ภายในประเทศที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวของภาคก่อสร้าง ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนภาคธุรกิจและ ภาคเอกชน อีกทั้งการผลิตเพื่อรองรับการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน  คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5-10% หรือจะมีมูลค่า 34,650-36,300 ล้านบาท

ดร.สมนึก   ศิริสุนทร นายกสมาคมเซรามิกส์ไทย  กล่าวว่า  ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาไปไกล ทำให้สามารถผลิตเพื่อส่งออกนำรายได้เข้าประเทศมากกว่าปีละหมื่นล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก มีการกระจายรายได้ไปสู่ชนบท จึงนับว่าเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศสำหรับงานASEAN Ceramics 2019) งานแสดงสินค้าเพื่อผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเซรามิก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมนี้ ที่ อิมแพค เมืองทองธานี ผู้ผลิตจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะในงาน ได้เสริมความรู้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับผู้ผลิตได้รับข้อมูลพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขันในอนาคต

โดยมีการนำเสนองานวิจัยของสถาบันการศึกษา อาทิ ภาควิชาวิทยาการและวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยศิลปากร สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  มีผลงานจากศิลปินทั้งไทยและต่างชาติมานำแสดง และขาย

นอกจากนี้ จะมีการนำเสนองานวิจัยของสถาบันการศึกษา อาทิ 1. ภาควิชาวิทยาการและวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยศิลปากร2. สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี3. ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (มีผู้ประกอบการนำชิ้นงานมานำเสนอ) 5. ผลงานจากศิลปินทั้งไทยและต่างชาติมานำแสดง และขาย 6. Royal Porcelain & SCG นำชิ้นงานมาแสดงในงาน เป็นต้น



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. +66 (0) 2711 1767-8    Email : ceramics@aes-exhibitions.com
www.ASEANceramics.com

ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ก๋วยเตี๋ยวหมูยิ้ม’…ความอร่อยที่มากกว่าการกินเตี๋ยว

ด้วยยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองต้องประหยัดทุกค่าใช้จ่าย  หลายคนอยากหารายได้เสริม แต่ไม่รู้จะขายหรือทำอะไรดี วันนี้เรามีความอร่อยมาฝาก และสำหรับใครที...

โวยวายดอทคอม