วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

“CSTD ประเทศไทย”จับมือ กระทรวงวัฒนธรรมฯ เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนนักเต้น พร้อมโชว์ศักยภาพระดับนานาชาติ

ผ่านพ้นไปได้อย่างงดงามสำหรับงาน “CSTD Thailand Dance Grand Prix Part 1 - Solos & Championships (ซีเอสทีดี ไทยแลนด์ แดนซ์ กรังด์ ปรีซ์ พาร์ท 1– โซโลส์ แอนด์ แชมเปี้ยนชิปส์)” ครั้งที่ 8เวทีการแข่งขันศิลปะการเต้นระดับมาตรฐานสากลแห่งเดียวในประเทศไทย  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีจัดขึ้นโดยสถาบัน The Commonwealth Society of Teachers of Dancing หรือ CSTD ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย รวมทั้งสถาบัน CSTD ประเทศออสเตรเลียซึ่งได้ผู้ชนะเป็นตัวแทนเยาวชนไทย เข้าร่วมแข่งขันศิลปะการเต้นนานาชาติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CSTD Asia Pacific Dance Competition) ครั้งที่ 22 กับอีก12 ประเทศเป็นที่เรียบร้อย พร้อมได้รับเกียรติจาก นายอิทธิพล คุณปลื้มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด ภายใต้การจัดงานในรูปแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ขานรับชีวิตวิถีใหม่แบบ New Normal แต่ยังคงความเข้มข้นในการแข่งขันเช่นเดิม โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้พื้นที่บนเวทีเหมือนกัน ใช้แสงไฟแบบเดียวกัน และได้รับโอกาสโชว์หนึ่งรอบการแสดงเท่ากัน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัย มีการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ก่อนเข้าสตูดิโออย่างเคร่งครัด ซึ่งในวันไลฟ์สด คณะกรรมการจะเข้ามารับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิงตรงจากประเทศออสเตรเลีย พร้อมกับผู้ชมทุกคน เพื่อให้ความรู้สึกและอรรถรสเสมือนได้รับชมจากโรงละครจริงให้ได้มากที่สุด 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า “ในนามของกระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย รู้สึกมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันการเต้นระดับประเทศชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี CSTD Thailand Dance Grand Prix 2021 Part 1 ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้จัดบนมาตรการสาธารณสุขในสถานการณ์โควิด 19 ตามความเหมาะสม โดยการแข่งขันคัดเลือกตัวแทนในประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมแข่งขันศิลปะการเต้นนานาชาติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกนั้น  ถือเป็นมหกรรมการแข่งขันศิลปะการเต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นเวทีสำคัญให้กับเยาวชนไทยได้พัฒนาฝีมือ ได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์  รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาไปสู่การเป็นนักเต้นมืออาชีพ ผมเชื่อว่าในความเชื่อมั่น ความตั้งใจ ความมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม ที่สำคัญคือพรสวรรค์ที่น้องๆ ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านมีความตั้งใจจะยกระดับศิลปะการเต้นให้ทัดเทียมนานาชาติ รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และใช้ศิลปะการเต้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเยาวชนให้เคารพกติกา มีระเบียบวินัย มีน้ำใจนักกีฬา และมีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมกับนานาประเทศได้”

เด็บบี้ แมคริชชี่ ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ สถาบัน CSTD ออสเตรเลียกล่าวว่า “CSTD Thailand Dance Grand Prix  เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในระดับนานาชาติ ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมมากๆ  ขอแสดงความยินดีกับสมาชิกของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคุณครู ผู้เข้าแข่งขัน และผู้ปกครองที่ให้การสนับสนุน หวังว่าทุกคนจะได้ประสบการณ์และมีช่วงเวลาที่น่าจดจำ และได้รับความสนุกสนาน ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย และเป็นประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน ที่ในปีนี้ได้จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์และมีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก โดยยังคงความพิเศษและคุณภาพ ผสมผสานการโชว์และการตัดสินในรูปออนไลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกคนจะได้เรียนรู้และประสบการณ์จากการแข่งขันที่แท้จริง ในการแข่งขันต้องมีผู้ชนะ แต่ไม่มีผู้แพ้ เป็นธรรมเนียมของการแข่งขันที่ต้องยอมรับการแสดงที่ดีที่สุด หลังจากการแข่งขัน การเต้นก็เหมือนชีวิต ที่ไม่มีใครขึ้นไปนเป็นที่หนึ่งได้ทุกคน แต่เราจะได้สังคม ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ และการยอมรับคำตัดสิน ซึ่งเราหวังว่านักเรียนของ CSTD ทั่วโลก จะเห็นคุณค่าของสิ่งนี้”

นางสาววัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้แทนสถาบัน CSTD ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า“การแข่งขันศิลปะการเต้น CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 8 แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวิกฤติการระบาดของโควิด และเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขันทุกคน การแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ระดมสมองเพื่อที่จะได้ปรับรูปแบบของการแข่งขันออกมาเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ 1คือการแข่งขันประเภทเดี่ยวซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ส่วนการแข่งขันในพาร์ทที่ 2 เป็นการแข่งขันคู่ กลุ่มเล็ก Assemble และกลุ่มใหญ่ Troop จะจัดในภายหลัง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภูมิภาคของประเทศไทย ได้มาทำการแสดงความสามารถ ทั้ง 520 ระบำ จากสถาบันสอนศิลปะชั้นนำถึง 38สถาบันเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะในการเต้น พร้อมทั้งท้าทายตนเอง ในรูปแบบที่ต้องปรับตัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอดทนหรือการปรับตัวอย่างกล้าหาญ นั่น คือสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งกับสปิริตของทุกคน ทั้งผู้เข้าแข่งขัน ผู้ปกครอง คณะครู ที่ยังสู้และเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง”  



สำหรับรูปแบบการแข่งขันในปีนี้ ถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายประเภท เพื่อให้ครอบคลุมทุกความฝันของบรรดานักเต้น ได้แก่ แบบเดี่ยว (Solo), แบบคู่ หรือ 3 คน (Duo/Trio), แบบกลุ่มขนาดเล็ก 4-6 คน (Ensemble), กลุ่มใหญ่ 7-30 คน (Troupe)  โดยในพาร์ท 1 เริ่มที่การแข่งขันประเภทเดี่ยวก่อน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แต่ก็ไม่สามารถหยุดแพชชั่นการตามฝันของเหล่าเยาวชนได้ เพราะในปีนี้การแข่งขันประเภทเดี่ยว “CSTD Thailand Dance Grand Prix Part 1 - Solos &Championships”  มีผู้เข้าแข่งขันถึง38 สถาบันจากทั่วภูมิภาคของประเทศ  โดยมีเยาวชนเข้าแข่งขันถึง 520 ระบำ มาพร้อมรูปแบบในการเต้นที่หลากหลายกว่า 11 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Children Freestyle, Novelty, Classical Ballet, Lyrical, Demi Character, Modern Jazz, Contemporary, National, Tap, Repertoire, Improvisation, Song & Dance, Hip Hop,Betty Tilley Perpetual Trophy Dance Challenge และChampionship พร้อมได้ผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ ได้แก่ นางสาวฐิตาภา เติมเจริญผล หรือ น้องแซนด์ทราย คว้ารางวัลถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเภทคะแนนรวมประเภทเดี่ยวและChampionship สาวน้อยที่มีหัวใจรักการเต้นใช้ความทุ่มเท มุ่งมั่น ความพยายามและไม่เคยหยุดพัฒนา จนถ่ายทอดออกมาเป็นการแสดงที่งดงามน่าทึ่ง อ่อนช้อยแต่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มัดหัวใจของคณะกรรม
ที่ต่างเทใจยกให้เธอเป็นผู้ชนะบนเวทีแห่งนี้ไป



เตรียมปักหมุดพบกับการแข่งขัน CSTD Thailand Dance Grand Prix Part 2ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จ
พระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะจัดขึ้นอีกครั้ง เร็ว ๆ นี้  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/cstdthailand


152 ปีชาตกาล “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” เชิญร่วมประกวดภาพวาด “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” หวังคนรุ่นใหม่เรียนรู้วัตรปฏิบัติที่งดงาม


ร่วมน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ กับกิจกรรมการประกวดภาพวาด ในหัวข้อเรื่อง “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” ชิงทุนการศึกษาและเงินรางวัลพร้อมเกียรติบัตร หนึ่งในกิจกรรมงานน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2565 ณ ธรรมสถานหลวงวิเศษสาครฤทธิ์ (สถานีโทรทัศน์ BMC TV) ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) ผู้ประสานงาน ฝ่ายจัดงาน 152 ปีชาตกาลหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เล่าถึงที่มาของการจัดงาน ว่า “เราได้ทำกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งครบ 149 ปี จนถึง 151 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลักดันทั้งเรื่อง UNESCO บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ปี 2563-2564 ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อสังคมมาก ด้วยหลังจากอาจารย์ได้รับรางวัล ค่าของแผ่นดิน จึงเกิดความคิดในการสานต่อ โดยจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อรำลึกถึงในวาระที่ครบ 152 ปี

โดยปรึกษากับรองปลัดสำนักนายกอยากให้วันที่ 20 มกราคมของทุกปี เป็นวันหลวงปู่มั่น โดยประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันหลวงปู่มั่นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของศาสนาแต่เป็นมุมมองสมาธิและสันติภาพ เพื่อเผยแผ่วัตรของท่านให้รำลึกสืบเนื่องตลอดไปทุกปี โดยไม่ต้องประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และข้อสุดท้ายคือไม่ต้องเข้าสู่งบประมาณ ซึ่งทางเราก็พยายามผลักดันเพื่อนำเสนอเรื่องนี้ผ่านไปทางผู้ใหญ่ของกระทรวง ทบวงกรม ต่างๆ เพื่อนำเสนอเข้าไป ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา  

ซึ่งในส่วนของงานกิจกรรมวันน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 มกราคม 2565 ได้มีการแบ่งการจัดงานเป็นงานด้านศาสนพิธี ชีวประวัติหลวงปู่มั่น และงานกิจกรรมการประกวดวาดภาพ ในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพในมุมมองของฉัน” ซึ่งเป็นการจัดประกวดวาดภาพสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป โดยจะมีการมอบรางวัล เกียรติบัตร ให้กับผู้ชนะการประกวดวาดภาพ

ซึ่งเป้าหมายของการจัดกิจกรรมวาดภาพครั้งนี้ เป็นกุศโลบายที่อยากให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป ที่เมื่ออ่านหัวข้อการประกวดวาดภาพ เขาก็จะเกิดคำถามว่า หลวงปู่มั่น เป็นใคร หากเขายังไม่รู้จักหรืออาจจะยังไม่เข้าใจวัตรปฏิบัติของท่าน เขาจะเกิดคำถามว่า ประวัติท่านเป็นอย่างไร มีวัตรปฏิบัติอย่างไร เมื่อเข้าไปหาข้อมูลเขาก็จะสามารถนำมาใช้จินตนาการถึงหลวงปู่มั่น เรื่องเงินรางวัลเป็นเพียงแค่ของขวัญเท่านั้น แต่อาจารย์อยากให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งกิจกรรมแบบนี้เป็นการสอดแทรกศีลธรรมเข้าสู่ตัวเด็กแบบไม่ได้ยัดเยียด เขาต้องค้นคว้าหาข้อมูล อาจารย์มองแบบนั้น

สิ่งที่พระอาจารย์คาดหวังคือ น่าจะเป็นเรื่องของ social impact มากกว่า อาจารย์มองว่า เราเปิดตัวไปทุกช่วงอายุสำหรับกิจกรรมนี้ตั้งแต่ เด็กประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลาย นักศึกษามหาวิทยาลัย และประชาชนทั่วไป ซึ่งถือว่ามีความรู้มีวุฒิภาวะแล้ว ซึ่งในการจัดกิจกรรมนี้จะสามารถทำให้เกิดอิมแพคในทุกช่วงอายุคน

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) เจ้าของรางวัลพระราชทาน “เสาเสมาธรรมจักร” สาขาปฏิบัติธรรม ประจำปี 2563 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ,รางวัลค่าของแผ่นดิน กล่าวต่อว่า เราเริ่มดำเนินการไปทั่วประเทศ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของหลวงปู่มั่นที่มีต่อพุทธศาสนาของไทย คำสอนของท่าน ประวัติของท่านก็จะไม่ถูกลืมเลือน กิจกรรมต่างๆ ก็เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ และจะมีการจัดทำทุกๆปี ปีนี้จัดการประกวดวาดภาพ ในปีหน้าอาจจะจัดประกวดเรียงความ และหากได้รับความเห็นชอบจากทางคณะรัฐมนตรีให้วันที่ 20 มกราคม เป็นวันหลวงปู่มั่น แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป กี่ร้อยปีความเลื่อมใสศรัทธาก็จะยังคงอยู่สืบไป

อาจารย์เชื่อว่า ประชาชนศรัทธาหลวงปู่มั่น ชาวไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนยังคงเลื่อมใสในจริยวัตรขององค์หลวงปู่มั่นอยู่แล้ว อาจารย์อยู่ในแวดวงทางการแพทย์ ก่อนที่เราจะบวชเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัตรแล้ว เราก็อยากแทนคุณพุทธศาสนา ซึ่งกิจกรรมการประกวดวาดภาพนี้ จะหมดเขตรับสมัครในวันที่ 5 มกราคม 2565 และประกาศผล 20 มกราคม  2565

หลังจากงานครั้งนี้แล้ว อาจารย์ไม่ได้มองแต่เรื่องงานเท่านั้น แต่มองไปถึงสิ่งที่หลงเหลืออยู่ อย่างน้อยเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักหลวงปู่มั่นมากขึ้น เมื่อเขาโตขึ้น ก็จะมีจิตใจฝักใฝ่ทางพุทธศาสนา”



ด้านกิจกรรมวาดภาพ เด็ก เยาวชน นักศึกษาและบุคคลทั่วไป สามารถร่วมส่งภาพวาดขนาด A3 ในหัวข้อเรื่อง “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” ชิงทุนการศึกษาและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร ในระดับต่างๆ สามารถส่งผลงานได้ที่ ธรรมสถานหลวงวิเศษสาครฤทธิ์ (สถานีโทรทัศน์ BMC TV) ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 หมดเขตส่งผลงาน วันที่ 5 มกราคม 2565 และประกาศผล 20 มกราคม 2565

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก เป็นบุคคลสำคัญของโลก ปี 2563-2564 สาขาสันติภาพในวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล (ครบรอบวันเกิด 150 ปี ในวันที่ 20 มกราคม 2563)  ถือเป็นพระสงฆ์รูปที่ 3 ของประเทศไทย เนื่องจากหลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานและพระมหาเถระที่คนไทยทั้งประเทศเคารพนับถือ จนปรากฏเด่นชัด ทั้งในขณะที่ท่านมีชีวิตดำรงอยู่และละสังขารดับขันธ์ไปแล้ว คุณความดีที่ท่านได้มีคุณูปการต่อทั้งสถาบันศาสนา ชาติ พระมหากษัตริย์

ด้านกิจกรรมน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2565 ณ ธรรมสถานหลวงวิเศษสาครฤทธิ์ (สถานีโทรทัศน์ BMC TV) ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ



 

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

พม.จับมือภาคีเครือข่ายสร้างอนาคตให้คนพิการ มุ่งส่งเสริมอาชีพด้านAI สร้างรายได้ดูแลตนเองและครอบครัว

วันนี้ (23 พ.ย. 64) เวลา 14.30 น. ที่บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ

ความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำด้านการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) FUTURE OF WORK : อนาคต และโอกาสในการทำงานของคนพิการไทยในทศวรรษหน้า โดยมี นางสาวสราญภัทร  อนุมัติราชกิจ  อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมทั้งรับชมวีดิทัศน์ของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอนาคตและโอกาสในการทำงานของคนพิการไทยในทศวรรษหน้า นอกจากนี้ นางสาวเมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ CEO บริษัท วัลแคนโคอะลิชั่น จำกัด กล่าวถึงอนาคตของงานในทศวรรษหน้าที่คนพิการไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำด้านการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผู้แทนคนพิการกล่าวถึงประสบการณ์การทำงาน ความภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง และความสุขที่ได้จากการทำงาน

นางพัชรี กล่าวว่า โครงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำด้านการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) FUTURE OF WORK : อนาคต และโอกาสในการทำงานของคนพิการไทยในทศวรรษหน้า เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) สำนักงานบริหารนโยบาย สำนักนายกรัฐมนตรี และบริษัท วัลแคนโคอะลิชั่น จำกัด นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญยิ่ง เพราะว่าปัญหาอุปสรรคของคนพิการมีมากกว่าคนทั่วไปอย่างมาก และนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เราให้คนพิการอย่างแท้จริง เพราะคนพิการ

มีศักยภาพเหมือนคนปกติทั่วไป โดยเราได้นำศักยภาพของคนพิการมาใช้อย่างแท้จริง  ทำให้มีงานทำ และรู้สึกว่าตัวเขาเองมีคุณค่า  โดยจะต่อยอดขยายเพิ่มขึ้นให้คนพิการมีงานทำมากขึ้น  ถ้ามีอีกหลายๆ บริษัทได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงและเปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพการทำงาน 





นางพัชรี กล่าวต่อไปว่า กระทรวง พม. ในฐานะที่รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับงานด้านคนพิการอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด – 19 ซึ่งเราทุกคนจำเป็นต้องทำงานที่บ้าน คนพิการเอง ถ้าได้แสดงศักยภาพจากการทำงานที่บ้านเพื่อหารายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ถือว่านี่คือที่สุดของการที่จะให้คนมีงานทำ วันนี้ กระทรวง พม. ไม่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของคนพิการเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในการดูแลของกระทรวง พม. อีกจำนวนมาก อาทิ ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำมาต่อยอดเช่นกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีงานทำ รวมทั้งกลุ่มคนเร่ร่อน ไร้บ้าน หรือแม้แต่เด็ก และเยาวชน เป็นต้น ซึ่งวันนี้ ตนรู้สึกยินดี และขอขอบคุณแทนประชาชนทุกคน รวมถึงสถานประกอบการต่างๆ ที่มีมากกว่า 50 สถานประกอบการ ที่รองรับดูแลคนพิการ รวมทั้งกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ได้เริ่มต้นโครงการดีๆ และเห็นความสำคัญในการพัฒนาด้านอาชีพของคนพิการในรูปแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะทำให้คนพิการได้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน และหวังว่าคนพิการจะได้รับการส่งเสริมอาชีพและโอกาสในการทำงานด้าน AI สู่สถานประกอบการเพิ่มมากขึ้นต่อไป

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ชมรมนักประชาสัมพันธ์ฯ พบปะสังสรรค์ที่ร้านอาหาร Pennii Popcorn Cafe

ชมรมนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาดโรงแรมแห่งประเทศไทย นำโดย เอิร์ธ สายสว่าง ประธานชมรมฯ พร้อมคณะกรรมการ และสมาชิก จำนวน 10  ท่าน จัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ ที่ ร้านอาหาร Pennii Popcorn Cafe

Pennii Popcorn Café คาเฟ่ป็อปคอร์นของคุณหญิง พรพิมล ปักเข็ม ผู้มีใจรักขนมหวานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
มีโอกาสไปร่ำเรียนการทำขนมที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ แห่งประเทศฝรั่งเศส และได้ริเริ่มการทำ “ป็อปคอร์นโฮมเมด” จากวัตถุดิบคุณภาพ จนกลายมาเป็นรสชาติต่างๆ ออกจำหน่ายช่องทางออนไลน์ และพัฒนามาเป็นเพนนี คาเฟ่ ที่มีคอนเซ็ปต์ Everthing is Popcorn



ป็อปคอร์นโฮมเมด ขนมหวาน สไตล์ฝรั่งเศส เพื่อคนรักป๊อปคอร์น โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเมนูของหวาน เบเกอรี่ เค้ก ทาร์ต ครัวซองต์ ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ที่มีส่วนประกอบของป๊อปคอร์น เพิ่มสีสันความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร โดยมี พรพิมล หยาง เจ้าของร้านให้การต้อนรับที่ เซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 7

น้อง เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ Miss Thailand World 2019 ร่วมงาน

 เปิดตัวโครงการล่าสุด "คุณศรี" ชวนล้าง everyone can green  

 ..วันลอยกระทงที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ได้เกิดโครงการดีเพื่อสังคม โดย บริษัทศรีเทพไทยพัฒนา ภายใต้การบริหารของงานของคุณ ณัษฐพงษ์ วงษ์สัจจา กว่า 20ปี ทีมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนา
ในทุกพื้นที่ให้เป็น better home better Life ยึดมั่นแนวคิดเรื่องการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นพัฒนาต่อยอดให้ทุกโครงการเป็นบ้านที่ดีที่สุด จึงทำให้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาครองยอดขายอันดับ1มาโดยตลอด 


ในวันนี้เราได้เปิดตัวโครงการล่าสุด "คุณศรี" ชวนล้าง everyone can green  ร่วมกับ โครงการล้าง เก็บ เกิด โดยมี น้อง เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ Miss Thailand World 2019 จนถึงปัจจุบัน ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นางงามจิตอาสายืน1 มาเป็นพรีเซนเตอร์ในโครงการนี้ เริ่มต้นเชิญชวนทุกท่านล้าง เก็บ พลาสติกไปกับเรา 

เรากำลังทำสิ่งดีดีด้วยความร่วมมือระหว่างลูกบ้าน คนงาน บริษัท กับการจัดการแยกขวดพลาสติก เราอยากให้ทุกคนสัมผัส ทุกความสุข ทุกความสบายใจ ทุกความปลอดภัย ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ที่บ้าน เพราะเราจะส่งต่อทุกความสุขสู่สังคมต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

การบินไทย จัดงาน Get Ready for a Brand New Sky พร้อมเดินหน้าหารายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดงาน Get Ready for a Brand New Sky เพื่อแสดงศักยภาพความพร้อมให้แก่ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารในประเทศไทยประมาณ 170 บริษัท โดยมีนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทยฯ ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วยนายสุวรรธนะ สีบุญเรือง รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายนนท์ กลินทะ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ นายเชิดพันธ์ โชติคุณ ประธานเจ้าหน้าที่สายช่าง เรืออากาศโท ชิงชีพ บุรีรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบิน และฝ่ายบริหาร ร่วมให้ข้อมูล

นายนนท์ กลินทะ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า สายการพาณิชย์มีความมั่นใจว่าการบินไทยจะเดินหน้าต่อไปและประสบความสำเร็จโดยกำหนดกลยุทธ์ด้านการพาณิชย์ ดังนี้



กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ โดยมุ่งเน้นในเรื่องเส้นทางบินที่สามารถทำกำไร และมีศักยภาพในการขาย โดยกำหนดการใช้เครื่องบินที่เหมาะสม ใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด นอกจากนี้ ยังวางกลยุทธ์เครือข่ายการบินที่มีประสิทธิภาพ และสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสาร โดยการร่วมมือกับกลุ่มสายการบินพันธมิตรเพื่อส่งต่อผู้โดยสารในเส้นทางระหว่างประเทศ และร่วมมือสายการบินไทยสมายล์ในการส่งต่อผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศ พร้อมกับพัฒนาปรับปรุงการให้บริการผู้โดยสารในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด





กลยุทธ์ด้านการกำหนดราคา และช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเน้นการขายออนไลน์ ควบคู่กับการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร และกำหนดราคาขายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถกำหนดราคา ที่แข่งขันได้

การสื่อสารการตลาดเน้นช่องทางออนไลน์ โดยมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แนะนำบริการใหม่ โดยมุ่งเน้นประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก อาทิ สิทธิประโยชน์เพิ่มของสมาชิกบัตร Royal Orchid Plus โดยเน้นรูปแบบ Lifestyle สามารถสะสมและแลกไมล์ได้หลายช่องทางมากขึ้น, บริการเลือกอาหารล่วงหน้าในชั้นธุรกิจ (Pre-Selected Meal), Digital Menu, การปรับปรุงอาหารชั้นประหยัดให้ดีขึ้น, การให้บริการเต็มรูปแบบ (Full services), Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ ในอนาคต รูปแบบการบริการและการขายจะเปลี่ยนไป   โดยเน้นระบบดิจิทัลมากขึ้น 

การบินไทยร่วมขับเคลื่อนการเปิดประเทศตามนโยบายรัฐบาล โดยปรับเพิ่มเส้นทางบินที่ให้บริการในไตรมาสที่ 1/2565 จะมีเส้นทางบินในทวีปเอเชีย 19 จุดบิน ทวีปยุโรป 9 จุดบิน ทวีปออสเตรเลีย 1 จุดบิน และภายในประเทศโดยสายการบินไทยสมายล์ 14 จุดบิน และสายการบินไทยสมายล์มีแผนการบินเส้นทางระหว่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง เวียงจันทน์ ย่างกุ้ง เสียมราฐ พนมเปญ ฯลฯ

 นอกจากนี้ ด้านความพร้อมในการกลับมาให้บริการ บริษัทฯ มีการซ่อมบำรุงเครื่องบินตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินอยู่ตลอดเวลา และสามารถซ่อมบำรุงเครื่องบินได้ทุกประเภทที่ทำการบินมายังประเทศไทย ซึ่งฝ่ายช่าง การบินไทย ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระดับโลก อาทิ องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA), องค์การบริหารการบินแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (FAA) และสำนักงานความปลอดภัยการบินพลเรือน (CASA) ของออสเตรเลีย 

สำหรับด้านการปฏิบัติการบิน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสูงสุด ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานระดับสากล อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.), สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ  (IATA), องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO), องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ทั้งนี้ นักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมให้ความมั่นใจในการให้บริการแก่ผู้โดยสาร 

การบินไทยพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในฐานะสายการบินแห่งชาติ พร้อมฟื้นฟูเศรษฐกิจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เปิดประตูเชื่อมไทยสู่โลก และเชื่อมไทยเป็นหนึ่ง

เทศกาลโคมไฟ และอาหารนานาชาติ ณ ดินแดนประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เปิดโซนใหม่ครั้งแรกกับ  งานประดับโคมสุดอลังการใกล้กรุงเทพฯ


อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) และ เมืองโบราณ สมุทรปราการ  ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโซนใหม่ต้อนรับฤดูหนาวนี้ ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ กับครั้งแรกของเทศกาลโคมไฟและอาหารนานาชาติ (Thailand International Lantern & Food Festival) ที่ให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับความงดงามของโคมไฟนานาชาติกว่า 1,000 ดวง และเพลิดเพลินไปกับร้านอาหารนานาชาติบนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ในจังหวัดสมุทรปราการ จัดระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2564 ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ 






ภายในงานนอกจากจะได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของโคมไฟที่สว่างไสวตระการตานับ 1,000 ดวง และอาหารนานาชนิด ยังมีกิจกรรมชุดพิเศษ ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 เชิญชวนแต่งกายชุดไทยร่วมกิจกรรมลอยกระทง ขอขมาพระแม่คงคา ชมการแสดงพลุโบราณสุดอลังการ รวมถึงมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจตลอดการจัดงาน เช่น กิจกรรมจุดผางประทีปเพื่อความเป็นสิริมงคล และกิจกรรมงานวัดที่จะพาทุกคนสนุกสนานไปกับบรรยากาศแสนอบอุ่นท่ามกลางความงดงามของเมืองโบราณ นอกจากนี้ ในวันหยุดนักขัตฤกษ์จะมีการแสดงดนตรีสดชุดพิเศษ และการจุดพลุโบราณ หรือดอกไม้ไฟสุดอลังการที่พลาดไม่ได้ ซึ่งงานนี้มีความคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย และช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค หลังวิกฤติสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย






มาสัมผัสกับความงดงามของโคมไฟกว่า 1,000 โคม และชมแสงไฟสุดอลังการในบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมถ่ายรูปกันแบบจุใจ และอิ่มท้องไปกับอาหารนานาชาติ ในงาน “Thailand International Lantern & Food Festival” เทศกาลโคมไฟและอาหารนานาชาติ” จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2564 เวลา 18:00 – 21:00 น ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ






บัตรราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท จํากัดผู้เข้าชมตามมาตรการรัฐ สามารถซื้อบัตรได้ที่หน้างาน หรือซื้อออนไลน์ได้ที่ https:// www.villageofillumination.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ได้ที่ Line Official Account: @illumination2021 และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: Village of Illumination

ข่าวประชาสัมพันธ์

“CSTD ประเทศไทย”จับมือ กระทรวงวัฒนธรรมฯ เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนนักเต้น พร้อมโชว์ศักยภาพระดับนานาชาติ

ผ่านพ้นไปได้อย่างงดงามสำหรับงาน “CSTD Thailand Dance Grand Prix Part 1 - Solos & Championships (ซีเอสทีดี ไทยแลนด์ แดนซ์ กรังด์ ปรีซ์ พา...

โวยวายดอทคอม