วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

“เคียร่า-ฌานิศา” ฟาดอารมณ์ลงเพลงซึ่ง ใน “ I ”

หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลเพลงสากล “ไอ (I)” ออกไปได้สักระยะ ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ล่าสุดสาวน้อย “เคียร่า-ฌานิศา” เตรียมปล่อย MV เพลง “ I ” ออกมาให้แฟนๆ ได้ว้าว กันแล้ว แถมเตรียมแจ้งเกิดพระเอก MV หน้าใหม่ อีกด้วย ครั้งนี้ เรียกว่า เป็นการทุ่มสุดตัว ของ สาวน้อย “เคียร่า” เลยก็ว่าได้ 

สำหรับเพลง “ไอ (I)” เป็นการเขียนเนื้อร้องทำนองเพลงเอง ของ “สาวเคียร่า” ถ่ายทอดมุมมองของความรักอีกมุมหนึ่งของผู้หญิง บอกเล่าถึงการเดินทางของความรักที่มีหลากหลายแง่มุม 

ติดตามชม Music video เพลง “ไอ (I)” ซิงเกิ้ลพิเศษจาก Kiera Selbe พร้อมกันในวันศุกร์ที่ 3 กันยายนนี้  เวลา 00.15 น. ทาง YouTube ช่อง KIERA SELBE

และ ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่
Facebook: Kiera Selbe ,Instagram: kieraselbe,Tiktok:kieraselbe383

คลิปวีดีโอ ส่งเสริมการเทิดทูนสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์ ของ หลง ลงลาย

หลง  ลงลาย นักร้องเพลงเพื่อชีวิต ที่เดินสายปลุกให้เยาวชนไทยรักชาติ  ไปร้องเพลงที่แต่งเอง 
ให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

เพลงดีๆแบบนี้ ขอให้ได้ ยอดวิว ไลค์ แชร์ สูงสุดใน ยูทูป ด้วย

Thanasiri ส่งต่อน้ำใจ จากครอบครัว...สู่ชุมชน


นายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ (ที่3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการบริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)
(THANA),
บริษัท อนาบูกิ ธนาสิริ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ ร่วมส่งต่อน้ำใจจากครอบครัว...สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าเกษตรไทย สั่งเมล่อนออร์แกนิก ส่งตรงจากฟาร์มคุณภาพ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันส่งกำลังใจให้ชุมชนเข้มแข็งและปลอดภัยไปด้วยกันตอกย้ำนโยบาย 3 เรื่องหลัก คือ Quality of Family Life, Environment Care และ Social Sharing ของบริษัทฯ    




 เพื่อให้เกิดความความยั่งยืนทั้งทางด้านคุณภาพชีวิต
, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และร่วมกันส่งเสริมโอกาสให้ชุมชนและสังคมต่อไป     

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เดินหน้าฝ่าโควิด ขับเคลื่อนนโยบายเผยแพร่องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านสื่อเทคโนโลยี


สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal พร้อมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทหลักช่วยในการขับเคลื่อนภารกิจ เผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่          โคกหนองนา พร้อมทั้งนำไปสู่องค์กรแห่งการทำคุณงามความดี คิดดี พูดดี ทำดี ก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ online ส่งตรงความรู้ ความสนุกถึงบ้านและห้องเรียน 

พลอากาศเอกเสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) เปิดเผยว่า “ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของพกฉ.นั้น ผมมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในสังคมมากยิ่งขึ้น เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ผ่านทุกช่องทางที่มี ให้เกิดการรับรู้ต่อประชาชนในสังคมไทยมากที่สุด พร้อมทั้งขับเคลื่อนขยายผลเครือข่าย ภาคีความร่วมมือในระดับพื้นที่เพื่อให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น

และจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-๑๙ พิพิธภัณฑ์ฯ ได้ปรับกลยุทธ์การบริการให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้เข้าชม โดยคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือ Covid-19 ที่ในขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด” 




นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ยังนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตรสู่สังคมในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรายการต่างๆ เพื่อนำเสนอเนื้อหาองค์ความรู้ด้านการเกษตรผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงขับเคลื่อนเชื่อมโยงการดำเนินงานและกิจกรรมร่วมกับเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั่วประเทศ 

ถึงแม้ว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯจะปิดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ การเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรสู่ผู้คนในสังคมผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์ เป็นส่วนสำคัญในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส 

โดยได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดรับกับสังคมยุควิถีใหม่ New normal ของคนทุกเพศทุกวัย เช่น การเรียนรู้หลักสูตรเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง online สำหรับโรงเรียน สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ด้วยการเรียนรู้แบบหมู่คณะ ผ่าน Application Zoom ส่งตรงความรู้ ความสนุก ถึงบ้านและห้องเรียน การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ออนไลน์ จัดหนัก จัดเต็ม ๒ หลักสูตร ต่อวัน ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เช่น หลักสูตรไอศกรีมผลไม้ หลักสูตรเค้กกล้วยหอม หลักสูตรการทำพิซซ่าขนมปัง ผ่าน Application Zoom 








การจัดหลักสูตรเรียนรู้อบรมออนไลน์ “วิชาของแผ่นดิน” ที่นำองค์ความรู้เคล็ดลับการทำเกษตรพึ่งตนเองจากวิทยากรมากความสามารถมาถ่ายทอด ผ่าน Live Facebook Fanpage พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นประจำทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ น. เป็นต้นไป การผลิตรายการออนไลน์ ที่ทั้งสนุก มีสาระ และสามารถรับชมได้ทุกวัย โดยถ่ายทอดเรื่องราวของ นิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคาร ภาพยนตร์แอนิเมชั่น ฐานการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงภายในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ พร้อมองค์ความรู้ภาคการเกษตรที่นำไปประยุกต์ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถรับชมผ่านทาง Facebook Fanpage และช่องทาง YouTube กษัตริย์เกษตร Channel ของทางพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เรียนรู้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกกิจกรรมการเรียนรู้

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564

กรุงศรี เตรียมพร้อมเปิดบริการ Cross-Border QR Payment ระหว่าง “ไทย-อินโดนีเซีย”

กรุงเทพฯ (17 สิงหาคม 2564) -- กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ร่วมผลักดันนวัตกรรมบริการ cross-border QR payment ชำระเงินระหว่างประเทศผ่านคิวอาร์ระหว่าง “ไทย-อินโดนีเซีย” ให้ธุรกรรมระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่าย สะดวก และปลอดภัย ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ พร้อมเปิดให้บริการผ่านกรุงศรี โมบาย แอปพลิเคชัน (KMA) ในเดือนกันยายน 2564 นี้ และหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและสามารถเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ กรุงศรีพร้อมสนับสนุนให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง ยกระดับสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศให้กับลูกค้าไทยและอินโดนีเซีย ตอกย้ำการขับเคลื่อนแผนธุรกิจระยะกลางปี 2564-2566 ของกรุงศรี

 นางยิ่งลักษณ์ คงคาสัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกรรมการเงิน กลุ่มงานธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “นวัตกรรมบริการ cross-border QR payment เป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือการเชื่อมโยงการชำระเงินในอาเซียน หรือ ASEAN Payment Connectivity ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางอื่นในภูมิภาค ASEAN เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางการเงินในระดับภูมิภาค อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของกรุงศรีในการมุ่งขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Expansion) ภายใต้แผนธุรกิจระยะกลางของธนาคาร โดยกรุงศรีใช้ศักยภาพความเชี่ยวชาญที่มีในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ให้ลูกค้าคนไทยสามารถใช้กรุงศรี โมบาย แอปพลิเคชัน (KMA) สแกนคิวอาร์ของร้านค้าเพื่อจ่ายค่าสินค้าและบริการในอินโดนีเซียได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งลูกค้าจะเห็นยอดการชำระเงินเป็นสกุลเงินบาท รู้อัตราแลกเปลี่ยนทันทีด้วยอัตราพิเศษกว่าการชำระด้วยบัตรเครดิต ขณะเดียวกันลูกค้าของธนาคารในอินโดนีเซียก็สามารถใช้โมบายแอปพลิเคชันที่ร่วมให้บริการในการสแกนจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ ในประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน ทำให้การทำธุรกรรมข้ามประเทศเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น”

 


ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงไม่สามารถเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศได้ นวัตกรรมบริการ cross-border QR payment นี้จะตอบโจทย์การใช้งานในกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ทำงานในอินโดนีเซียและชาวอินโดนีเซียที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก และหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
กรุงศรีเชื่อมั่นว่าบริการดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งกรุงศรีพร้อมผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง

 

“นอกจากนวัตกรรมบริการ cross-border QR payment ระหว่างไทยและอินโดนีเซียที่กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อยแล้ว กรุงศรีกำลังเร่งพัฒนาความร่วมมือในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศผ่านธนาคารพันธมิตรภายใต้เครือข่ายของ MUFG เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำธุรกรรมการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4/2564 นี้ อีกด้วย”

 

ก่อนหน้านี้ กรุงศรีประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำในการทำธุรกรรมการชำระเงินระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าคนไทยในการชำระเงินผ่านโมบายแอปพลิเคชันด้วยการสแกนคิวอาร์ และยังเตรียมขยายไปประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

กรมกิจการเด็กและเยาวชน รุกหนัก เปิดทุกช่องทาง ดูแลเด็กโควิด - 19 กลุ่มเสี่ยงไม่ให้โดดเดี่ยว

 


ห่วงเด็กกำพร้าเพิ่มจากโควิด เดินหน้าศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19  ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ เอกชน ภาคประชาชน ดูแลเด็กเชิงรุก กาย ใจ สังคม และป้องกันหลุดนอกระบบการศึกษา หากพบเห็นเด็กกลุ่มเสี่ยงโทรสายด่วน 1300 หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก หรือ แอปพลิเคชั่นไลน์ : @savekidscovid19 ตลอด 24 ชม. พร้อมระดมอาสาสมัครดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้โดดเดี่ยว กรมการแพทย์เผยพบตัวเลขเด็กติดเชื้อเพิ่มจาก 366 ราย เป็น 18,879 รายต่อสัปดาห์ ห่วงเด็กมีโรคประจำตัวเสี่ยงป่วยหนักกว่าเด็กปกติ เล็งฉีควัคซีนในกลุ่มเด็กลดป่วยรุนแรงและเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 10.30 น. นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) นางสาวนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย และนายคริส โปตระนันท์ พร้อมสมาชิกกลุ่มเส้นด้าย ร่วมแถลงข่าวออนไลน์ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 รายงานข้อมูล แนวโน้มสถานการณ์ และการช่วยเหลือครอบคลุมทุกปัญหาเร่งด่วน

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กล่าวว่า  สถานการณ์ปัจจุบันพบเด็กติดเชื้อโควิด-19 รายวันล่าสุดประมาณ  2,900 คน มีจำนวนเด็กติดเชื้อสะสม 96,393  คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  เนื่องจากเด็กเป็นกลุ่มเปราะบาง ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  การปกป้องคุ้มครองไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานเดียว จึงนำมาสู่ความร่วมมือของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองทุนความเสมอภาคเพื่อการศึกษา กรมสุขภาพจิต และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย  จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานเชื่อมต่อบริการของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน ภาคประชาสังคม และอาสาสมัครในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวได้อย่างไร้รอยต่อ 

กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มแรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี โดยแบ่งการช่วยเหลือตามสภาพปัญหา ดังนี้   1.กลุ่มเด็กติดเชื้อ และพ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ 2. กลุ่มเด็กติดเชื้อ แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ติดเชื้อ 3. กลุ่มเด็กไม่ติดเชื้อ แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ 4. กลุ่มที่ทั้งเด็กและพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ติดเชื้อแต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และ 5. กลุ่มเด็กที่กำพร้าบิดาหรือมารดา หรือกำพร้าทั้งบิดามารดา หรือผู้ปกครองที่เป็นผู้ดูแลเสียชีวิตจากโควิด-19โดย เน้นการดูแลที่ใช้ครอบครัวเป็นฐานและการรักษาความสัมพันธ์ของเด็กและครอบครัว

อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ศูนย์ฯ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2564 โดยเคสที่น่าเป็นห่วงคือประเด็นเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลเพราะป่วยอยู่ และเด็กกำพร้าที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลเด็กกำพร้าที่กรมฯ ให้การช่วยเหลือและอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ ณ วันที่ 15 ส.ค.2564 มีจำนวน 182 คน ทั้งกำพร้าบิดา มารดา หรือกำพร้าทั้งบิดาและมารดา หรือผู้ปกครอง กระบวนการช่วยเหลือเชิงรุก ของศูนย์ฯ  จะมีผู้จัดการรายกรณี ระยะเร่งด่วนคือให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัย และประสานหน่วยงานเครือข่ายให้การช่วยเหลือด้านกาย จิต สังคม รวมถึงป้องกันหลุดออกจากระบบการศึกษา 

ประกอบไปด้วย 1. การเข้าถึงบริการด้านการตรวจเชื้อและการรักษาพยาบาล 2.การปฐมพยาบาลทางจิตใจ เพื่อลดความวิตกกังวล และความเครียด 3.จัดบริการเพื่อให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม เช่น กองทุนคุ้มครองเด็ก เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน

เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด  นอกจากนี้ยังรวมถึง ถุงยังชีพ ถุงการเรียนรู้ เพื่อเด็กในภาวะวิกฤติอีกด้วย  4.ระบบการเลี้ยงดูทดแทน  ทั้งแบบฉุกเฉินสำหรับเด็กกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง   ที่ต้องได้รับการดูแลในระยะกักตัว 14 วันเพื่อติดตามอาการในสถานที่กักตัว (State Quarantine)  และการเลี้ยงดูทดแทนแบบชั่วคราวสำหรับเด็กที่พ้นระยะกักตัว  14 วันที่พ่อแม่ ผู้ปกครองยังไม่มีความพร้อมในการรับเด็กกลับไปเลี้ยงดู หรือพ่อแม่ ผู้ปกครองเสียชีวิต  ในรูปแบบครอบครัวเครือญาติ ครอบครัวอุปถัมภ์ ครอบครัวบุญธรรม หรือสถานสงเคราะห์ซึ่งจะเป็นทางเลือกสุดท้าย)   5.ทุนสร้างโอกาสเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา 

“การทำงานของศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด – 19 เป็น virtual center เชื่อมโยงฐานข้อมูลการช่วยเหลือแบบไร้รอยต่อ เน้นบุคลากร อาสาสมัครในพื้นที่ทั่วประเทศเป็นสำคัญเพื่อเข้าถึงเด็กได้อย่างรวดเร็ว   ประชาชนทั่วไปสามารถประสานแจ้งเหตุผ่านช่องทางต่างๆ ทั้ง สายด่วน 1300  ติดต่อผ่านบ้านพักเด็กและครอบครัวทั้ง 77 จังหวัด และแอปพลิเคชั่นคุ้มครองเด็ก และความร่วมมือล่าสุด 4 หน่วยงานคือ แอปพลิเคชั่นไลน์ : @savekidscovid19 มีทีมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีเด็กและครอบครัวตกหล่นจากการช่วยเหลือ” นางสุภัชชา กล่าว

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มีจำนวนเด็ก (แรกเกิด-18 ปี) ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น จากสถิติสัปดาห์ที่ 33 ข้อมูลล่าสุดวันที่ 11 ส.ค.2564  จากจำนวน 366 รายต่อสัปดาห์ เป็น 18,879 รายต่อสัปดาห์ล่าสุด โดยพบว่ามีจำนวนเด็กเสียชีวิตแล้วกว่า 10 ราย  โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเห็นตัวเลขเด็กป่วยติดเชื้อต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นเกินหมื่นราย โดยกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือกลุ่มเด็กเล็กท และมีโรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม ติดเตียง หัวใจพิการมาแต่กำเนิด เมื่อป่วยจะมีอาการหนักและรุนแรงกว่าเด็กปกติที่ป่วย ขณะที่สาเหตุการติดเชื้ออาจมาจากมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เช่น หอม กอด เป็นต้น

“สำหรับประเด็นการแพร่เชื้อในครอบครัว สถาบันสุขภาพเด็ก อาจฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี และมีโรคร่วม เนื่องจากห้ามการติดเชื้อค่อนข้างยาก ดังนั้นวัคซีนจะเป็นคำตอบช่วยลดป่วยหนักและลดการเสียชีวิตในเด็กที่มีปัญหาโรคประจำตัวได้ โควิด-19 ทำลายทุกทฤษฎีที่เรารู้จัก อยู่ที่เราชั่งสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ว่าอะไรได้ประโยชน์ เรารู้แล้วว่าการฉีดวัคซีนในเด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นเรื่องสำคัญในขณะนี้ 

เด็กควรได้รับวัคซีน วัคซีนถ้าพัฒนาไปเรื่อย ๆ ทำให้ป้องกันการติดเชื้อได้ ปลายปีหน้าอาจเป็นเหมือนไข้หวัด แต่ต้องดูว่าวัคซีนสามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้ขนาดไหน นี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเร่งศึกษาพัฒนา" นพ.สมศักดิ์ กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเราได้พยายามดูแลเด็กเล็ก ๆ อย่างเช่นการทำงานผ่านศูนย์สร้างสุขทุกวัยที่เกียกกาย เขตดุสิต โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป ไม่สามารถรับครอบครัวได้ แต่ถ้าเป็นสถาบันเด็กจะเปิดรับทั้งแม่และลูก มีเตียงรอรับเพียง 100 เตียง ปัจจุบันตอนนี้กรมการแพทย์กำลังทำ Community Isolation ภายในค่ายทหาร สามารถรองรับผู้ป่วยได้ทั้งครอบครัว แต่ภายใต้เงื่อนไขว่าอาการต้องไม่หนักทั้งคู่ เพราะ CI เป็นการเปิดรับทุกเพศทุกวัย

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.สนับสนุน กลไกอาสาสมัครคุณภาพเข้ามาเป็นตัวช่วยให้เด็กกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการดูแลรวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นกำลังเสริมให้แก่หน่วยงานหลักต่างๆ เช่น อาสาสมัครคุณครูทั้งในระบบและนอกระบบในชุมชนต่างๆ อาสาสมัครเยาวชน ช่วยรับส่งผู้ป่วยเด็ก การส่งชุดยา เครื่องมือติดตามอาการหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิต ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนตลอด 24 ชม 

นอกจากนี้ยังร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการสนับสนุนระบบอาสาสมัครดูแลเด็กสัมผัสเสี่ยงสูงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระหว่างระยะเวลากักตัว 14 วัน ในสถานที่กักตัว (State Quarantine) ดูแลเด็กป่วยติดเชื้อที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในสถานพยาบาลทุกรูปแบบ  อาสาสมัคร เยี่ยมเด็กและครอบครัวในพื้นที่ชุมชน เพื่อติดตามการเลี้ยงดู ส่งยา อาหารหรือเครื่องใช้จำเป็น  และอาสาสมัครเลี้ยงดูเด็กชั่วคราวในครอบครัวอุปถัมภ์   ซึ่งจะสามารถขับเคลื่อน เปิดรับอาสาได้เต็มรูปแบบภายเดือนสิงหาคมนี้     โดยมีค่าตอบแทน ให้แม้เงินที่ได้อาจไม่มากนักแต่ก็จะทำให้มีรายได้หมุนเวียน ถ้าชุมชนอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน       

“เด็กกำพร้า เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด  รองลงมาคือพ่อแม่ตกงานยากจนเฉียบพลัน การฟื้นฟูเยียวยาต้องทำทันที โดย กสศ. เน้นป้องกันเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา  จึงจัดให้มีทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กในภาวะวิกฤติโควิด โดยมีcase manager วางแผนการช่วยเหลือรายคน อย่างน้อย 1,000 ทุน ถ้าเราไม่เริ่ม  ในสถานการณ์ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาจะไม่มีใครดึงเด็กขึ้นมาจากความเงียบ ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ทำงานเพียง 4 หน่วยงานไม่ได้ เราจึงพร้อมระดมความร่วมมือทุกภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยให้เด็กของเรารอด" ศ.ดร.สมพงษ์  กล่าว

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียมีจำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากความสามารถการเข้าถึงเด็กกลุ่มนี้ และสถานการณ์ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องและมีบางครอบครัวมีสมาชิกมากกว่า 1 คน ที่เสียชีวิต โดยการเสียชีวิตทั้งพ่อแม่ และผู้สูงอายุ จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มีความเศร้าจากการสูญเสียคนที่รัก แต่ปฏิกริยาของเด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ ที่ต้องการคนแวดล้อม มาช่วยทำให้ความเศร้าผ่านไป อีกทั้งการศึกษาจากหลายประเทศพบว่าผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลกระทบมากกว่าปกติ ทั้งการไม่มีโอกาสได้ร่ำลา จัดพิธีศพเต็มรูปแบบ ส่งผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม จากความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ไม่อยากให้เด็กเกิดรู้สึกผิด เสียใจ หรือ ฝังใจจากความสูญเสีย แต่อยากให้เด็กผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปให้ได้  อีกทั้งการเสียชีวิตของทั้งพ่อและแม่ จะทำให้เด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่อีกต่อไป การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ก็จะยากลำบาก รวมไปถึงกลุ่มที่มีความยากลำบากมาก่อนหน้านี้แล้วต้องมาเสียผู้นำครอบครัวซ้ำเติมอีก ย่อมสร้างความหวั่นไหวมากกว่าเดิม ทั้งการอยู่ที่เดิมไม่ได้ ไม่มีคนดูแลต้องเปลี่ยนไปอยู่กับญาติ เปลี่ยนที่อยู่อาศัย เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงไม่อยากให้เด็กอยู่กับความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ อยากให้เด็กเติบโตไปข้างหน้าผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้  ส่วนกรณีเด็กพิเศษนั้นขณะนี้โรงพยาบาลสนามราชานุกูลได้เปิดรับดูแลเด็กพิศษเป็นการเฉพาะอีกด้วย 

 


นางสาวนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า ในภาวะฉุกเฉินของเด็กทั่วโลกคิดว่าเด็กมีสิทธิที่จะต้องได้รับการดูแลโดยครอบครัว ซึ่งครอบครัวไม่ใช่แค่พ่อแม่ที่อยู่กับเด็กแต่รวมถึงเครือญาติ ดังนั้นหากภาครัฐมีนโยบายที่สนับสนุนก็จะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เด็กได้อยู่กับคนใกล้ชิด ขณะที่การแยกเด็กป่วยออกจากครอบครัวถือเป็นมาตรการสุดท้ายที่ควรทำ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดคือให้คนในครอบครัวช่วยดูแลกันเอง อีกประเด็นคือกลุ่มเด็กเสี่ยงและเด็กเปราะบางที่พ่อแม่เสียชีวิต ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ราชการจะเข้ามาช่วยได้มากคือ หาให้ได้ว่าเด็กกลุ่มนี้คือใคร และให้บริการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันดูแลความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 


อย่างไรก็ตาม อยากให้คำนึงถึงการดำเนินงานที่เหมาะสมกับทั้งตัวเด็กและครอบครัว และนำแนวคิดนี้มาใช้ในการทำงานทุกส่วนให้ทั่วถึง ในการตัดสินใจด้านนโยบายและการดำเนินการต่าง ๆ ในตอนนี้ได้คำนึงถึงเรื่องความสำคัญกับทั้งเด็กและครอบครัวอย่างชัดเจนแล้ว เพราะเรื่องนี้สำคัญมากในการช่วยเหลือและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ เวลาให้ความช่วยเหลือครอบครัวหนึ่ง เราต้องมองจากหลายๆ มุมประกอบกันด้วย เช่น นอกจากการเจ็บป่วย เรายังต้องดูว่า ครอบครัวนั้นมีปัญหาทางเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้ามีก็อาจจะต้องใช้กลไกการคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ มาช่วยหนุนเสริม และยังต้องคิดต่อยอดไปถึงการออกแบบมาตรการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกัน เพื่อให้ครอบครัวมีศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและอื่นๆ ที่จะทำให้มีความเข้มแข็งและความสามารถพอในการเลี้ยงดูลูกของตัวเองให้ได้ดีต่อไป

 นางสาวนิโคล่า  กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังต้องหนุนเสริมศักยภาพของนักสังคมสงเคราะห์ให้สามารถรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดตามมาด้วย โดยเรื่องนี้ ยูนิเซฟมีความเชี่ยวชาญจากการทำงาานในภูมิภาคต่างๆ ที่จะสามารถเข้ามาสร้างศักยภาพเพิ่มเติมให้ได้ แล้วเรายังมี Magic Box เป็นชุดกล่องกิจกรรมที่มีของเล่น หนังสือ ตัวต่อ และสื่อต่าง ๆ เพื่อใช้ทำกิจกรรมกับน้องๆ ได้ อันนี้มีประโยชน์มาก เพราะถ้าน้องๆ ต้องถูกกักตัว จะได้มีกิจกรรมทำผ่อนคลายและเรียนรู้ไปกับผู้ดูแลหรือเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ดูแลด้วย  ยูนิเซฟพร้อมทำงานร่วมกับภาคีทุกฝ่าย เพื่อให้เด็กได้เติบโตและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ตาม

 นายคริส โปตระนันทน์ กลุ่มเส้นด้าย กล่าวว่า การมีศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ถือเป็นโครงการที่ดีและสวยงาม ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาพบปัญหาเวลามีเด็กมาขอความช่วยเหลือทำได้ได้ยากมาก เนื่องจากไม่มีกลไกรองรับการช่วยเหลือเด็กเอาไว้ อย่างโรงพยาบาลสนามก็ไม่รองรับเด็ก โฮสพิเทลก็ไม่รองรับเด็ก นี่คือ 2 สิ่งที่กลุ่มเส้นด้ายทำและเจอมา เพราะมีแต่หมอ General Practice ไม่มีหมอเด็กหรือหมอติดเชื้อที่จะเข้ามาดูแล ทุกครั้งที่มีเด็กติดเชื้อเราต้องขอให้โรงพยาบาลช่วยเหลือ และก็มีหลายแห่งให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่บางที่ก็ไม่สามารถช่วยได้ ซึ่งเมื่อมีศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ถือเป็นการช่วยเหลือเด็กที่ดีมาก

นายคริส กล่าวว่า กลุ่มเส้นด้ายมี 4 กรณีที่ทางกลุ่มเส้นด้ายเจอมาคือ 1.แม่ติดลูกติด แม่ได้ที่รักษาแต่แม่ไม่ยอมปล่อยให้ลูกอยู่ลำพัง 2.ลูกติด แม่ไม่ติด สิ่งที่พบคือแม่ยอมเสียสละ ยอมติดโควิดเพื่อลูกเพื่อจะได้ดูแลลูก ซึ่งถ้าหน่วยงานราชการออกค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้คุณแม่ได้ ยอมให้แม่ที่ไม่ติดเชื้อเข้าไปดูแลลูก ไม่ว่าจะใน รพ.สนาม หรือโฮสพิเทล แล้วสามารถเบิกงบประมาณตรงนี้ได้จะดีมาก 3.แม่ติดลูกไม่ติด ถ้าจะยอมให้ลูกที่ไม่ติดเชื้อเข้าไปด้วย ต้องมีผ้าอ้อม นมให้ดื่ม มีงบจัดสรรให้จะดีมาก และ 4.เด็กต่างด้าว หรือเด็กเป็นคนไทยแต่แม่เป็นต่างด้าว ถ้าราชการทุกฝ่ายมาแก้กฎระเบียบที่ติดขัดแก้ไขได้ ทางกลุ่มเส้นด้ายจะยินดีอย่างยิ่ง

“กรณีแม่ลูกติดโควิด เด็กจะหาโรงพยาบาลยาก แม่ไม่ยอมไปโรงพยาบาลเพราะรอให้ลูกได้ที่รักษา จนเป็นเหตุที่ทำให้แม่เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงเสียชีวิต ถ้าแก้ปัญหาได้ พยายามให้เด็กเข้าไปรักษาด้วย เด็กจะกำพร้าน้อยลง พยายามทำให้เกิดโฮสพิเทลที่ให้ครอบครัวเข้าไปได้เลย ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 จะช่วยเติมเต็มตรงนี้ได้ การส่งเด็กไปยังโรงพยาบาลสนาม ไม่ใช่ว่าแพทย์ไม่อยากรับคนไข้ คุณหมออยากรับแต่ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์รับรองเด็ก” นายคริส กล่าว

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ศธ. ร่วมกับ วธ. พัฒนาศูนย์ให้คำปรึกษา กศน. “Learning and Mind Care System”





16 สิงหาคม 2564  นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาศูนย์ให้คำปรึกษา กศน. ในรูปแบบ Learning and Mind Care System ระหว่าง ศูนย์คุณธรรม (ศคธ.) โดย รศ.นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี กับ  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)  

โดย ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล ในการร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีองค์ความรู้ ทักษะการให้คำปรึกษา การแนะแนวโดยใช้จิตวิทยาพลังบวก เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และคุณธรรมแก่นักศึกษา กศน. ด้วยหลักสูตรต้นทุนชีวิต รวมถึงร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาระบบดูแลผู้เรียน ด้วยกระบวนการสะท้อนความคิดผ่านศูนย์การให้คำปรึกษา กศน. เพื่อเสริมสร้างให้นักศึกษา กศน. เกิดทักษะชีวิตและจิตสำนึก ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม  ณ อาคารราชวัลลภกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายศรีชัย พรประชาธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ คณะผู้บริหาร กศน. และคณะผู้บริหาร ศคธ. ร่วมเป็นสักขีพยาน 

จากสถานการณ์ปัญหาสังคมไทยยิ่งนับวันจะรุนแรงมากขึ้น  ทั้งจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่แข่งขันกันอย่างเสรี มีการต่อสู้กันทางการตลาดที่กระตุ้นให้ผู้คน 

นิยมการบริโภคผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน ส่งผลทำให้โครงสร้างของสังคมไทยอ่อนแอ รวมถึงต้นทุนทางศาสนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์แสดงให้เห็นความเป็นตัวตนของ ไทย  ต่างถูกละเลยและถูกปฏิเสธจากเด็กและเยาวชน ทำให้เด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งเติบโตและได้รับการหล่อหลอม  จากบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เยาวชนมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงาม รวมถึงมีค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ ขาดคุณธรรมจริยธรรม  

อีกทั้งยังรวมไปถึงสภาพของสถาบันครอบครัว  ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวลดน้อยลง ขาดการเอาใจใส่และละเลยในการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคมไทยให้กับเยาวชนเหล่านี้ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพคนให้มีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรม และเป็นคนดีของสังคม


กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน.ซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในชุมชนได้ในทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่ จึงผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่ดูแลส่งเสริมและสนับสนุนคุณธรรมความดีภายใต้บริบทของสังคมไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาตลอดเวลา เพื่อร่วมมือกันในการส่งเสริม และพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีองค์ความรู้ และทักษะการให้คำปรึกษา การแนะแนว โดยใช้จิตวิทยาพลังบวก เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ คุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักศึกษา กศน. 

โดยสำนักงาน กศน.จะสนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัด ดำเนินการพัฒนา ศูนย์ให้คำปรึกษา ในรูปแบบ เพื่อนเรียนรู้ร่วมสร้างพลังบวก นักศึกษา กศน. “Learning and Mind Care System” เพื่อดูแลผู้เรียน และให้คำปรึกษาแนะแนว การเสริมสร้างทักษะชีวิตในด้านต่างๆ อันจะนำไปสู่การเข้าใจตนเองและผู้อื่น และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยมีศูนย์คุณธรรมให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ องค์ความรู้ นวัตกรรมสื่อการสอนและวิทยากร 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม  ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ เกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  ในการที่จะพัฒนาคนไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย  เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนของสังคม  ควรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

 แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญ ของการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ยังมุ่งแสวงหาความสุข  และสร้างอัตลักษณ์ส่วนตัว ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการผนึกกำลังความร่วมมือกัน  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเชื่อมโยงงานในครั้งนี้ของทั้งสองกระทรวง จะเป็นกลไกสำคัญในการปรับ เปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนกระบวนการจัดการเรียนรู้  ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมการให้คำปรึกษา และการแนะแนว ทั้งด้านการเรียนรู้ การเสริมพลังบวกให้แก่นักศึกษา กศน. รวมถึงเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอันจะเป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนไทยในวิถีใหม่ต่อไป (Morals in New Normal)


ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสร้างสรรค์เยาวชนให้มีการพัฒนาการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจ ทั้งนี้ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพของคนไทยในทุกช่วงวัย และการเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 โดยคาดหวังว่าคนไทยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ภายใต้การปลูกฝัง ให้มีหลักคิดที่ถูกต้อง ในด้านคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้มีความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา โดยศูนย์ให้คำปรึกษาและการแนะแนว ในรูปแบบ  "Learning and Mind Care System" ที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์คุณธรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผสมผสานระบบการให้คำปรึกษาและการแนะแนว การเสริมพลังบวกให้แก่นักศึกษา กศน. ให้เป็นผู้พร้อมทั้งความรู้และเป็นคนดี สามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  ผอ.ศูนย์คุณธรรม  กล่าวชื่นชม กศน. และบุคลากร กศน. ทุกคนที่มีความสามารถที่หลากหลาย  กศน. เป็นองค์กรที่ OPEN MIDESET  สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นทุนเดิมที่ กศน มีอยู่แล้ว ศูนย์คุณธรรม ต้องอาศัย กศน.ในการที่จะเข้าถึงเยาวชน และประชาชนในทุกช่วงวัย เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ควบคู่คุณธรรม จริยธรรม แม้ในสังคมยุคโซเชียลปัจจุบัน ที่เกิดการสื่อสารอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เราก็สามารถเป็นสังคมคุณธรรมได้ โดยให้คิดเสมอว่า ชัวร์ก่อนแชร์ พักก่อนโพสต์. ทุกสิ่งทุกอย่างต้องกระทำอย่างมีสติ “กายพร้อม ใจพร้อม สมองจะเกิดการเรียนรู้”




เปิดประสบการณ์ความอร่อย กับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ส่งความอร่อยถึงบ้าน

 


ห้องอาหารเวนติซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ความอร่อยกับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ๆให้ท่านได้เลือกลิ้มลอง ด้วยวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่ นำมาบรรจงรังสรรค์ ปรุงที่พิถีพิถัน ทั้งความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย มาให้คุณได้อิ่มเอมลิ้มลองความอร่อย 

ทอร์ตาคาร์เปรส เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสูตรนี้มีที่มาจากเมืองคาปรี ตอนใต้ของอิตาลี เค้กช็อกโกแลตแป้งอัลมอนต์และฮาเซลนัท (ไม่มีกลูเต็น) 750กรัม ราคาเพียง 555 บาทถ้วน, แคนโนลี ต้นตำรับของขนมในสมัยโรมัน การทานเปลือกขนมใส่ครีมเป็นเรื่องปกติให้ความหวาน พร้อมกับน้ำตาล และผลไม้แช่อิ่ม ทำเป็นครีมที่รสชาติหอมอร่อย คาโนลี่ 4 รส (ไส้ริคอตต้า, ไส้ช็อกโกแลต, ไส้พิสตาชิโอ, ไส้เสาวรส) ราคาเพียง 4 ชิ้น 255 บาทถ้วน, ทีรามิสุ ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในขนมหวานทีมีชื่อเสียงที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบที่ แตกต่างกัน่มากมายเกิดขึ้นแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังมีพื้นฐานมาจากสูตรความอร่อยแบบดั้งเดิมของอิตาเลียน มีให้เลือก 4 รสชาติ ทีรามิสุรสฮาเซลนัททีรามิสุแบบดั้งเดิม, ทีรามิสุรสพิสตาชิโอ, ทิรามิสุเลมอน ราคาเพียง 155 บาทถ้วนต่อชิ้น  




ห้องอาหารเวนติซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30– 20.00 น. (เฉพาะสั่งซื้อเดลิเวอรี่เท่านั้น) สามารถสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน แกร๊บฟู้ดได้

-          Grab  >> https://cutt.ly/6bqTpkw

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรือ อีเมล์: diningcgcw@chr.co.th

ติดตามข่าวสารห้องอาหารของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ได้ที่

เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/Ventisi-100101598792391

อินสตาแกรม: Centaragrand_Centralworld

กองทุนพัฒนาสื่อฯ ชวนสมัครเข้าร่วม “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อ (บ่มเพาะ)”


โอกาสของคนมีความคิดสร้างสรรค์มาถึงแล้ว กองทุนพัฒนาสื่อฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรม “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อ (บ่มเพาะ)” รับตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2564 เท่านั้น

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพพัฒนาผู้ผลิตสื่อให้มีองค์ความรู้ พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการผลิตและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ ได้พัฒนาตัวเองเป็นผู้ผลิตสื่อที่มีคุณภาพในอนาคต 

 จึงขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อและผู้ที่สนใจเข้าร่วม “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อ (บ่มเพาะ)” พร้อมส่งโครงการที่มีความคิดสร้างสรรค์ น่าสนใจ และเกิดประโยชน์ต่อสังคม จะได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2564



ทั้งนี้ ทางโครงการได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ที่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) ผู้ประกอบการสื่อและผู้ผลิตสื่อ 

2) กลุ่ม องค์กร หรือ ประชาชนทั่วไปที่สนใจการสร้างเนื้อหาที่สร้างสรรค์

3) ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator)

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code เพื่อลงทะเบียน หรือสมัครผ่าน Link ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfSTPjsYsAp_EbBmWFwEEVlio8YOyST_WMZgrTyKZfpDPwsQg/viewform

สำหรับโครงการที่ผ่านการคัดเลือกจากทั้ง 5 ภูมิภาค จะได้เข้ารับการอบรมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom โดยมีกำหนดการอบรมดังนี้ ภาคเหนือ วันที่ 2 - 3 กันยายน 2564, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 9 - 10 กันยายน 2564, ภาคใต้วันที่ 13 - 14 กันยายน 2564, ภาคตะวันออก วันที่ 27 - 28 กันยายน 2564 และภาคกลาง วันที่ 7 - 8 ตุลาคม 2564

ประกาศผลโครงการที่ผ่านการคัดเลือกผ่านทาง www.thaimediafund.or.th  และ Facebook Fanpage : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ครบรอบ 18 ปี “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” ผุด “THA SHOP” ศูนย์รวมสินค้ามุสลิม แห่งแรกในไทย

หวังพยุงเศรษฐกิจไทย พาธุรกิจ SMEs ก้าวผ่านวิกฤตพิษโควิด-19 

ย้อนกลับไป เมื่อ วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2546 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินงานสร้างความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลมานาน จึงมีมติสนับสนุนจัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการและศูนย์ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล” ขึ้น ต่อมาสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมติให้เป็น “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล” ภายใต้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2546 จึงนับเป็นวันคล้ายวันเกิดของ จนถึงวันนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ 18 ปี แห่งการก่อตั้ง “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึก ภายใต้โครงการ “กิจกรรมครบรอบ 18 ปี ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล; 18th Anniversary of HSC 2021” ขึ้น

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้วยช่วงเวลาสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดหนักอีกครั้ง ดังนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 18 ปี แห่งการก่อตั้ง “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ในปีนี้จึงปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเน้นจัดในรูปแบบออนไลน์ ประกอบไปด้วยกิจกรรมดังต่อไปนี้


กิจกรรมที่ 1 ​การจัดกิจกรรมจิตอาสาในการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการแจกถุงยังชีพ จำนวน 3,250 ชุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2564

กิจกรรมที่ 2 ​การเข้าร่วมแสดงความยินดีและอวยพรออนไลน์ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาด
ของเชื้อไวรัสโควิด-19

กิจกรรมที่ 3 ​งานพิธีเปิด “ร้านธาช็อป” (THA SHOP) ศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรต่อมุสลิม (Muslim Friendly Shop) ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดร้านอย่างเป็นทางการ และภายในงานยังจัดให้มี งานเสวนา THA ACADEMY
ในหัวข้อ “ศัยกยภาพฮาลาล SMEs กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยุคโควิด-19” วิทยากรโดยรศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ Co-Founder of Tough & Tumble ซึ่งการจัดเสวนาครั้งนี้คาดหวังในการสร้างการเรียนรู้แก่สังคมยุคใหม่ สร้างการรับรู้แก่ชุมชน สถานประกอบการ ในการบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ในสาขา วิทยาศาสตร์ฮาลาล ประวัติศาสตร์อิสลาม ดาราศาสตร์ รวมไปถึงศาสตร์และวิธีการดำเนินงานด้านธุรกิจในปัจจุบัน

“ร้านธาช็อป” (THA SHOP) ศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรต่อมุสลิม (Muslim Friendly Shop) บริหารจัดการโดย บริษัท ฮาลคิว จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (BIHAP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน สร้างแหล่งบริการให้คำปรึกษาในการผลิตอาหาร เครื่องสำอาง คลังสินค้า และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นจุดกระจายสินค้าให้กับประชาชนที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและฮาลาล เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์มากขึ้น

โดยผู้ที่กำลังมองหาสินค้าฮาลาล สามารถช้อปได้แล้ววันนี้ที่ ร้านธาช็อป” (THA SHOP) ร้านตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ ณ โครงการสวนหลวงสแควร์ (ซอยจุฬาลงกรณ์ 12) และสะดวกสบายเข้ากับยุคโควิด-19 ช้อป่านช่องทางออนไลน์ ทั้งแพลตฟอร์ม Facebook : www.facebook.com/Thashopbkk และ Shopee : shopee.co.th/tha_shop1 รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

โควิท เปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ สู่แฟรนไชส์อาหารเกาหลี พร้อมปรุง “กังนัมรามยอน”

กังนัมรามยอน ไลฟ์สไตล์ สู่แฟรนไชส์อาหารเกาหลีพร้อมปรุง

โควิด-19 เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ส่งผลกระทบกับสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนทั่วโลกเปลี่ยนไป  ด้วยโอกาสทางธุรกิจอาหารแบบ delivery ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว
ซึ่งต้องทานทันที แต่ที่เห็นช่องว่างของอาหาร “พร้อมปรุง” สามารถทำเองได้ง่ายๆ พร้อมเสิร์ฟร้อนๆ ที่บ้าน และยิ่งในสถานการณ์โควิท ที่หลายๆ คนต้อง work from home สามารถสต๊อกอาหารพร้อมปรุง
จากกังนัมรามยอน ไว้ทานสดใหม่ได้ทุกมื้อ 

ณหทัย เล็กบำรุง และ กัมพล ทองไชย สองผู้บริหารแฟรนไชน์อาหารเกาหลี พร้อมปรุง “กังนัมรามยอน”


โดย ณหทัย เล็กบำรุง และ กัมพล ทองไชย สองผู้บริหารแฟรนไชน์อาหารเกาหลี พร้อมปรุง “กังนัมรามยอน” ทำธุรกิจนำเข้าสินค้าเกาหลีมามากกว่า 10 ปี ทำให้ต้องเดินทางไปประเทศเกาหลีตลอดเวลาและสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือการได้ชิมอาหารเกาหลีอร่อยๆ ในแบบคนเกาหลีแท้ๆ เราจึงรวบรวมความอร่อยแบบฉบับเกาหลี “กังนัมรามยอน” รสชาติและการทำอาหารด้วยตนเองง่ายๆ เพื่อคนไทยทุกคน 

กังนัมรามยอน เมนูแนะนำ ปรุงอาหารเกาหลีดั้งเดิมในแบบ delivery 

1. รามยอนซุปกิมจิเครื่องล้น ( รามยอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี)

2. ต๊อกบกกีกังนัมดับเบิ้ลชีส (การนำต็อกหรือแป้งเค้กข้าว มาผัดเพิ่มชีส)

3. ต๊อกบกกีกังนัมกิมจิ (ผัดก๋วยเตี๋ยว /เส้นแป้งข้าวเจ้านำไปผัดกับกิมจิ)

4. กังนัมโอเด้งโซเมี่ยน (ลูกชิ้นปลาเสียบไม้ต้มในหม้อซุป)

5. กังนัมกิมจิจิเกะ  (แกงส้มกิมจิ-แกงเกาหลี/ซุปกิมจิ)

6. กังนัมบูเดจิเกะ (วุ้นเส้นห่อสาหร่ายทอด)

7. คิมมารี (ปอเปี๊ยะห่อสาหร่ายทอด)

8. คอนด็อก (คนรักชีสจะต้องกรีดร้อง)

9. กังนัมกิมจิ  (สะอาด​ ปลอดภัย​ รสชาติ​อร่อย)




ในยุค pandemic ธุรกิจอาหารออนไลน์ ยอดนิยมและเป็นทางเลือกในอันดับต้นๆ สำหรับคนที่มีทุนน้อย ไม่มีประสบการณ์ ที่ต้องการหารายได้แบบ work from home หรือร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ ที่ต้องการเพิ่มเมนูอร่อยๆ สไตล์อาหารเกาหลีแท้ๆ ราคาไม่แพง กิมจิรสเด็ด หมูหมักรสเลิศ พร้อมซัพพอร์ต สูตรอาหาร การตั้งราคา การจัดการสต๊อก การจัดส่งวัตถุดิบ และสื่อออนไลน์ต่างๆ ในราคาลงทุนน้อย กำไรดี คืนทุนเร็ว เพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าในการรับประทานอาหาร

กังนัมรามยอน แฟรนไชน์อาหารเกาหลี พร้อมปรุง ราคาแฟรนไชน์ 12,900.-

ช่องทางการติดต่อ @gangnam_ramyon

https://bit.ly/3y6leRS 

IG : @gangnam_ramyon 

Facebook : https://www.facebook.com/gangnamramyon/

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ARIS LAB  ช่วยคนตกงาน ฝ่าวิกฤต โควิด-19 เปิดแอพ Aris live ขายฟรี 1เดือน

นางสาวรัดดาวรรณ สุวรรณขัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอริส แล็บ จำกัด  กล่าวว่า ขณะนี้ รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 20,000 คนต่อวัน และยังไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ร้านค้าไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ และส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนธุรกิจต้องมีการปรับตัวเข้าสู่การขายสินค้าผ่านออนไลน์ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค  new normal โดยเฉพาะการขายสินค้าในรูปแบบของ Live-Commerce ส่งผลให้มีร้านค้ามาใช้ Live Commerce Platform ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้ 

ดังนั้นทางบริษัท เอริส แล็บ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์การถ่ายทอดสด หรือ Live Streaming e-Commerce รายเดียวในประเทศไทย ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการไลฟ์สดขายของผ่านเฟซบุ๊กโดย “ไม่ถูกปิดกั้นการมองเห็น” ซึ่งเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้ Facebook Acceletor อยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการ “ปิดกิจการ ถูกเลิกจ้าง ถูกลดเงินเดือน หรือ ถูกตัดโอที” ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านการขายสิ้นค้าได้ทุกประเภทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอาศัยแอพพลิเคชัน “Aris live” เป็นตัวเชื่อมเปิดการมองเห็นให้กับ เพจร้าน หรือ Facebook ส่วนตัว
สามารถแอดไลน์ @arislab เข้าไปแจ้งชื่อ-นามสกุล สิ้นค้า หรือ แจ้งชื่อร้านค้า กับทางเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับสิทธิ์ใช้บริการฟรีนาน 1 เดือน 



นางสาวรัดดาวรรณ ยังกล่าวด้วยว่า บริษัท เอริส แล็บ ได้พัฒนาโซลูชั่นขายสินค้าออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่นอกจากจะเชื่อมโยง E-commerce และ Streaming Platform เข้าไว้ด้วยกันแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบหลังบ้านได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนสามารถปิดการขายด้วยระบบ Chatbot ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหา ให้กับผู้ค้าออนไลน์ได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้ที่ผ่านมา ArisLab กลายเป็น Live Commerce Platform รายเดียวของไทย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถสื่อสารกันได้แบบเรียลไทม์ ผ่านช่องทางโซเชี่ยล คอมเมิร์ซ อย่าง Facebook และยังสามารถเพิ่มยอดขายได้มากกว่า 30% ดังนั้นการเปิด แอพพลิเคชัน Aris Live ให้ประชาชนทุกคนได้เข้าใช้บริการฟรีนาน 1 เดือน จะช่วยให้ทุกคนสามารถมีรายได้เพิ่มเติมและผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ข่าวประชาสัมพันธ์

เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ

Miss Thailand World 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ควงรุ่นพี่นางงามครอบครัว MTW เข้าร่วมมอบกระเช้าแสดงความยินดีในโอกาสที่สำนักข่าว “ค...

โวยวายดอทคอม