วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD)

 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูความสำเร็จงานวิจัยนวัตกรรมการแพทย์ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD) ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานระดับสากลเทียบเท่ายานำเข้าประหยัดกว่า 64.8% มุ่งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาแผนปัจจุบันให้ผู้ป่วยไทย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำผลงานวิจัยระดับแนวหน้ามาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เปิดตัว "LEPSIA" ผลิตภัณฑ์ยากันชักสำหรับเด็กจากสารสกัดช่อดอกกัญชา (Pure CBD (Cannabidiol)) เกรดการแพทย์ ชูจุดเด่นนวัตกรรมยาแผนปัจจุบันที่ผลิตจากงานวิจัยคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับโลก เทียบเท่า ยานำเข้าจากต่างประเทศ และสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ถึง 64.8% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเด็กไทยสามารถเข้าถึงการรักษา ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง




การต่อยอดงานวิจัยครั้งนี้มีการจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ “LEPSIA” เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด คณะนักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องร่วมถ่ายทอดถึงที่มาและความสำคัญของการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยเด็กไทย


ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายชัดเจนในการมุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และพัฒนาสารสกัด Pure CBD เพื่อใช้เป็นยาแผนปัจจุบันในทางการแพทย์โดยเฉพาะ โดยได้ริเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นในโครงการวิจัยกัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร (Comprehensive Integrated Medical Cannabis Research Project) ที่อาศัยทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) โดยคณะเกษตรศาสตร์, กลางน้ำ (Midstream) โดยคณะเภสัชศาสตร์ และปลายน้ำ (Downstream) นำไปใช้ในการทดสอบทางคลินิกและการรักษาผู้ป่วยจริง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก)"

ด้าน คุณศุภเดช อำนวยสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด เปิดเผยถึงการยกระดับ สู่มาตรฐานอุตสาหกรรมว่า "การสกัดสารจากธรรมชาติในสเกลอุตสาหกรรม มีความท้าทายที่สุดคือ 'Quality Consistency' หรือความสม่ำเสมอของคุณภาพทุกล็อตการผลิต เราจึงลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับ Pharma Grade ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในศักยภาพของทีมนักวิจัย มช. ทำให้เราสามารถคงความบริสุทธิ์ของสารสกัด Pure CBD ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนนำผลิตภัณฑ์ ก้าวข้ามความท้าทายและได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกได้สำเร็จ"



ขณะที่ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เน้นย้ำถึงความปลอดภัยและมาตรฐานกำกับดูแลว่า "เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถมั่นใจได้ว่าตัวยามีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศทุกประการ ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงผลิตภายใต้โรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับสูงสุด ทั้ง GMP CFR 21 Part 11 ระดับ Pharma Grade และได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เช่น PIC/S GMDP, GAP, GACP ซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มครองและรับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน"



การผลิตยาแผนปัจจุบันระดับ Medical Grade ภายในประเทศอย่างครบวงจรนี้ สามารถลดต้นทุนค่ายาลงได้ถึง 64.8% เมื่อเทียบกับยานำเข้าในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการสูญเสียเงินตราของประเทศ แต่หัวใจสำคัญคือการ "เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยา" ให้กับครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาดี มีมาตรฐานสากล และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กไทยได้อย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "ผลิตในไทย มาตรฐานสากล เพื่อคนทั้งโลก"

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

พม. จับมือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดโอกาสทางการตลาด ยกระดับ “ทอฝัน” สู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นางสาวแนนบุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัล




เพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการพัฒนาความร่วมมือส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และกระจายสินค้า ให้กับบุคคลหรือกลุ่มอาชีพที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการจัดส่ง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้สินค้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีนายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ













และสังคม นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมทั้งนางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวอัจฉพรรณ ทับทิมทอง เลขานุการกรม ผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

นักวิ่งไทย-เทศ 2.1 หมื่นจาก 58 ประเทศแห่สมัครพัทยามาราธอน2026 ผู้ว่าเมืองชลฯ

นักวิ่งไทย-เทศ 2.1 หมื่นจาก 58 ประเทศแห่สมัครพัทยามาราธอน2026 ผู้ว่าเมืองชลฯ ไฟเขียวนายกพัทยาจัดเต็ม คาดเงินสะพัดแตะ 300 ล้าน

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก นำทีมแถลงข่าวประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2569 รายการ อะเมซิ่งไทยแลนด์พัทยามาราธอน 2026 บาย มาม่า กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26-27 กันยายน 2569 โดยมีจุดปล่อยตัว-เส้นชัย ณ เทอมินอล 21 พัทยา ถนนพัทยาเหนือ จังหวัดชลบุรี นายกเมืองพัทยาเผยยอดผู้สมัครทะลุเป้า คาดสร้างรายได้เข้าเมืองพัทยาไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท ด้านผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน รายงานสรุปยอดผู้สมัครแข่งขันทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 33 ปี หลังจากเปิดระบบรับสมัครภายใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ด้านตำรวจภูธรภาค 2 เตรียมออกข้อบังคับปิดการจราจร 100% ในช่วงแข่งขันทั้งสองวัน



เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ณ ห้องนภาลัย D โรงแรมดุสิตธานีพัทยา นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติ รายการ Amazing Thailand Pattaya Marathon 2026 presented by MAMA โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, พันตำรวจเอก เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา, นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ บริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด, สมาชิกเมืองพัทยา, กลุ่มผู้สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ที่มาร่วมในงานแถลงข่าวอย่างคับคั่ง



นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “พัทยามาราธอน ถือเป็นมหกรรมกีฬามวลชนที่ยิ่งใหญ่ มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 33 ปี ตนถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีประจำปีของจังหวัดชลบุรี ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวันไหลหรือเทศกาลวันปีใหม่ โดยในปีนี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนายกเมืองพัทยาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะทำการยกระดับมาตรฐานของการแข่งขันไปสู่ระดับโลกให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายให้พัทยามาราธอน เป็นหนึ่งในมาราธอนที่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาร่วมการแข่งขันมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้เมืองพัทยามีขีดความสามารถในการจัดงานสูงสุด และด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองพัทยา ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบสาธารณูปโภคที่ดีที่สุดในภูมิภาคตะวันออก ประกอบกับความตั้งใจของผู้บริหารเมืองพัทยาที่ต้องการจะยกระดับของการแข่งขันจากระดับประเทศไปสู่ระดับโลกให้ได้นั้น จังหวัดชลบุรีจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า "พัทยามาราธอน จะได้รับการยอมรับจากนักวิ่งทั่วโลก ว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" |


นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า “ปีนี้ พัทยามาราธอนจัดล่าช้ากว่าปกติ เพราะติดการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในช่วงแข่งขันพอดี จึงมีการเลื่อนจัดงานมาเป็นช่วงเดือนกันยายนแทน ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่าตนได้รับตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นสมัยที่สอง ก็ถือว่าสามารถเข้ามาสานต่อการทำงานจากท่านปลัดฯ ได้ทันที โดยหลังจากเข้ามารับตำแหน่งตนก็กำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินงานเต็มที่ ซึ่งเมื่อได้รับทราบว่า เมืองพัทยาได้ผู้จัดเป็นทางไทยแลนด์ไตรลีก ซึ่งถือว่าเป็นผู้จัดอันดับหนึ่งของประเทศ มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ทำงานกับเมืองพัทยามายาวนาน ทำให้ตนมีความสบายใจมากขึ้น และจากรายงานสรุปความพร้อมในด้านต่างๆ จากผู้อำนวยการจัดงานฯ หรือ Race Director ทำให้ทราบว่ามีผู้สนใจแห่สมัครกันอย่างคับคั่ง และทราบว่า “Sold Out” ไปภายในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมียอดจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก และด้วยองค์ประกอบในความพร้อมด้านต่างๆ ของเมืองพัทยา อาทิ จำนวนห้องพักที่มีจำนวนมาก, ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน, แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิ่งจำนวนมากตัดสินใจมาร่วมแข่งขันในรายการนี้ ทำให้ปัจจุบัน “พัทยามาราธอน” นั่งแท่นเป็นมหกรรมวิ่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกอย่างเต็มตัว”



“ในโอกาสนี้ ตนใคร่ขอความร่วมมือจากชาวเมืองพัทยาทุกท่าน ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการต้อนรับนักวิ่ง จำนวน 2 หมื่นกว่าคน และผู้ติดตามอีกกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนร่วม 4 หมื่นคน ที่จะเดินทางเพื่อมาร่วมการแข่งขันจากทั่วประเทศ และอีก 58 ประเทศทั่วโลก ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 26-27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ตนมั่นใจว่าการแข่งขันรายการนี้ จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองพัทยาเป็นอย่างมาก และจะเป็นการตอกย้ำในศักยภาพด้านการจัดงานระดับ World Event ของเมืองพัทยาได้เป็นอย่างดี” นายกเมืองพัทยากล่าวทิ้งท้าย

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ตนได้รับการมอบหมายจาก พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้มาร่วมในงานแถลงข่าวพร้อมด้วย พ.ต.อ. เอนก สระทอง ผู้กำกับ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการฯ เห็นว่าการจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นงานมาราธอนในระดับโลก ที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศและเมืองพัทยา อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้กำชับตนให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลนักวิ่งและประชาชนทั่วไปในด้านความปลอดภัยและการจราจรช่วงการแข่งขัน ทั้งนี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้มีการประชุมกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจในส่วนของการบริหารจัดการด้านการจราจรบนพื้นที่แข่งขันในโซนต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง จนมีความมั่นใจว่าจะสามารถกำกับดูแลการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำเรียนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อทราบ และได้ขออนุมัติออกข้อบังคับปิดการจราจร ในช่วงการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ถึงเวลาประมาณ 09:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. และในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ถึงเวลาประมาณ 11:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะมาราธอน 42.195 กม. และระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. โดยรายละเอียดทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเมืองพัทยาจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป ตนจึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการจราจรบนเส้นทางแข่งขัน ในวันและเวลาที่กำหนด”

นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมืองพัทยา มีศักยภาพและความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของทวีปเอเชีย มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีคุณภาพ มีจำนวนห้องพักมากกว่า 100,000 ห้อง ทำให้เมืองพัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ททท. ขอชื่นชมเมืองพัทยาที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องในตลอดทุกๆ สัปดาห์ จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากการคำนวณตัวเลขด้านการท่องเที่ยว ตนคาดว่าการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์ พัทยามาราธอน” ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแก่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี ได้มากกว่า 288 ล้านบาท ตนเชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และหวังว่าผู้เข้าแข่งขันและผู้ร่วมงานจำนวน 4 หมื่นคน จะได้รับความสุขและความประทับใจจากการต้อนรับของชาวเมืองพัทยาและชาวจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้
นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยแลนด์ไตรลีก ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “จากยอดผู้สมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เต็มจำนวน 21,727 คน เป็นนักวิ่งชาย จำนวน 13,470 คน นักวิ่งหญิง จำนวน 8,257 คน หลังจากเปิดระบบรับสมัครไปเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะปีนี้ พัทยามาราธอนได้เลื่อนการจัดงานจากกลางเดือนกรกฎาคม ไปเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน ทุกๆ คน ก็คาดว่า นักวิ่งจะมาสมัครกันน้อย แต่ที่ไหนได้ เมื่อตนเปิดระบบรับสมัคร จำนวนสลอตกลับเต็มอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น) ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองพัทยา ที่มีผู้สมัครมากกว่า 21,000 คน เป็นรายการวิ่งที่มีผู้สมัครมากที่สุด เป็นอันดับที่ 3 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออก”
“เส้นทางแข่งขันของปีนี้ จะเหมือนปีที่ผ่านๆ มา โดยนักวิ่งทุกคน จะได้มีโอกาสวิ่งเลียบชายหาดของเมืองพัทยา, วิ่งผ่าเมือง และวิ่งเลียบชายหาดจอมเทียน ซึ่งถือว่าเป็นรายการวิ่งมาราธอนที่ได้วิ่งเลียบชายหาดที่ยาวที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ ยังกำหนดจุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ ซึ่งสามารถรองรับนักวิ่งเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งยังมีความพร้อมในเรื่องที่จอดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ มากมาย”


“การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะจัดขึ้น 2 วัน คือวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 เป็นการแข่งขันระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. มีผู้แข่งขันในวันแรก (เสาร์ที่ 26 กย) จำนวน 10,964 คน และวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 เป็นการแข่งขัน ระยะ 42.195 กม. และระยะ 21.1 กม. อีกจำนวน 10,763 คน จากข้อมูลของการรับสมัคร มีจำนวนนักวิ่งและผู้ติดตามเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้มากถึง 39,323 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก โดยจะเปิดให้รับอุปกรณ์และเบอร์แข่งขันได้ตั้งแต่วันพฤหัสที่ 24 กันยายน 69 เป็นต้นไป ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ รายละเอียดของการแข่งขันศึกษาได้ทาง www.pattayamarathon.go.th” นายกอบเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่

“การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) สนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง หรือ Regenerative Tourism” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนามความร่วมมือดังกล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ของกระทรวง อว. ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมเข้าสู่กลไกการขยายผลเชิงพื้นที่ ควบคู่กับการบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำ อววน. มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาพื้นที่พิเศษของ อพท. พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนามาตรฐานและแนวทางการวัดผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

อีกทั้ง เป็นเวทีที่แสดงถึงการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง เพื่อวางทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการท่องเที่ยวไทยต้องมุ่งสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” โดยนำแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างมาใช้ในการฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้าน อววน. สอดรับกับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของ กระทรวง อว. พร้อมหนุนเสริมด้วยการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของ กระทรวง กก. เพื่อสนับสนุนชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
.
ภายในงานยังมีการบรรยายโดยแขกรับเชิญพิเศษในหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE ร่วมพูดคุยถึงการประยุกต์ใช้ ECOLIFE Platform เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน เชื่อมโยง “นักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–ชุมชน” ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มุ่งให้การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน

ขณะที่ ดร.สุรชัย ได้เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่ง สอวช. ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทย โดยใช้กลไกของกระทรวง อว. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของ อพท. พร้อมประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) สำหรับสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดยผลลัพธ์จากความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้องค์ความรู้และผลการศึกษาจากพื้นที่มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว


ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการก่อให้เกิดกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างของประเทศไทย ที่นอกจากจะมุ่งสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยกำหนดทิศทางและกลไกในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ประกอบด้วย พื้นที่พิเศษฯ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พื้นที่พิเศษฯ เชียงราย พื้นที่พิเศษฯ คุ้งบางกะเจ้า






สอวช. และ อพท. ได้หารือถึงกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

1. การพัฒนา ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบาย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาทรัพยากรไปสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยใช้กลไก อววน. เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มีมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมผลักดันผลลัพธ์และแนวคิดเข้าสู่แผนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ 

2. การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและนโยบาย การประสานความร่วมมือ และการพัฒนาภาคีเครือข่ายระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งคัดเลือกและพัฒนาพื้นที่พิเศษ “Regenerative Tourism Lab” เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่น และพัฒนากรอบแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)

3. การพัฒนาเครื่องมือที่สร้างระบบนิเวศและวัดผลเพื่อการพัฒนา เช่น การเสนอและร่วมพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประเมินผลกระทบเชิงฟื้นสร้าง โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อให้เกิดเกณฑ์การวัดผลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ และเตรียมความพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้

ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD)

  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูความสำเร็จงานวิจัยนวัตกรรมการแพทย์ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD) ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานระดั...

โวยวายดอทคอม