วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของ กิน กิน 𝐊𝐈𝐍𝐊𝐈𝐍 𝑺𝒆𝒂𝒇𝒐𝒐𝒅 รังสรรค์ด้วยใจ

กิน กิน เป็นร้านอาหารไทยที่หยิบวัตถุดิบและเมนูอาหารไทย นำเสนอใหม่ได้อย่างน่าสนใจ และทุกจานยังคงแฝงรสชาติแบบไทยๆ ไว้อยู่ชัดเจน เมื่อเจ้าของเรือ คอลแลบกับทีมเชฟชั้นครู อาหาร “ร้านกินกิน" ทั้งเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติเริ่มจากทำเรื่องประมงที่ระยองมาตั้งแต่ปี 1975 รวมแล้ว 50 กว่าปี  สิ่งสำคัญทุกเมนูจึงสด อร่อย คุณลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติเข้าคิวกันแน่น  ประตูสู่ความร่ำรวยทางวัฒนธรรมอาหารแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาหารไทยขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติหลากหลายแต่กลมกล่อมความร่ำรวยและรุ่งเรืองผ่านกาลเวลามานับร้อยปี ทุกจานมีเสน่ห์ของตัวเองอย่างชัดเจนได้หล่อหลอมวัฒนธรรมอาหารของไทยและจากชาติต่างๆ เข้ารวมกันไว้อย่างลงตัวและสวยงาม




ร้านอาหารไทยซีฟู๊ดที่รสชาติแซ่บ & กลมกล่อม ที่สำคัญเค้าเน้นเรื่องถึงวัตถุดิบ
𝐊𝐈𝐍𝐊𝐈𝐍 𝑺𝒆𝒂𝒇𝒐𝒐𝒅 ใ ช้วัตถุดิบคุณภาพผสมเทคนิคของเชฟชั้นเทพ TOTAL THAI TASTE  คือ ความครบรสของอาหารไทย เมี่ยงคำของชาติเรา น่าจะเป็นอาหารอย่างเดียวในโลกที่มีครบทั้ง 8 รส คือ เปรี้ยว (sour), หวาน (sweet), มัน (fat), เค็ม (salty), เผ็ด (pungent), ขม (bitter), ฝาด (astringent) และ กลมกล่อม (savory) รสอาหารของกินกินโททอลไทยเทสต์ยังคงคุณค่าของความเป็นไทยไว้ โดยสอดแทรกเครื่องปรุงและเทคนิคในแต่ละยุคสมัยให้เข้ากันอย่างกลมกลืน ผ่านความตั้งใจในการคัดสรรวัตถุดิบอย่างดีจากภาคต่างๆ สู่ฝีมือปรุงอาหารของทีมเชฟให้เกิดเป็นความรื่นรมย์ในการใช้ชีวิตผ่านวัฒนธรรมอาหาร









หัวใจหลักเบื้องหลังความอร่อยของร้านนี้ที่ทำให้แตกต่างจากร้านซีฟูดทั่วไป คือ เจ้าของร้านเริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าขายวัตถุดิบอาหารทะเลโดยตรง จับปู กุ้ง หมึก มาด้วยตัวเอง มีความเข้าใจคุณภาพวัตถุดิบจากต้นทางอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นอาหารทุกจานของร้านนี้จึงเริ่มต้นจาก “ของสด” ไม่ใช่ของสต๊อก บางวันขายดี กุ้งแม่น้ำหมด ต้องสั่งซัพพลายเออร์มาส่ง 2 ถึง 3 รอบ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมนูบางอย่างถึงหมดเร็ว โดยเฉพาะช่วงเย็นหรือวันหยุด ดังนั้นจึงแนะนำให้ไปเร็วหรือโทรเช็กกับทางร้านก่อนว่าของยังมีอยู่หรือไม่ ร้านกินกินเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่มาก ที่นั่งประมาณ 10–40 ที่นั่ง แล้วแต่ช่วงเวลา เหมาะทั้งมากินจริงจัง นัดเพื่อน หรือพานักท่องเที่ยวต่างชาติมาฝากท้อง ช่วงค่ำหรือวันหยุดอาจต้องเผื่อเวลารอหรือโทรจอง


แนวคิดของร้านจากทะเลถึงโต๊ะอาหาร ใช้วัตถุดิบคุณภาพ บวกกับเทคนิคของเชฟชั้นครูทำให้ดึงเสน่ห์ของอาหารไทยบ้านๆ ออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอาหารไทยและซีฟูดที่เน้นรสจัด เข้มข้น เพื่อให้ถูกปากทั้งคนไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตาม กินกิน ไม่ได้ขายแค่ข้าวผัดปูหรือซีฟูดสด แต่ขาย “ความเข้าใจวัตถุดิบทะเลไทยอย่างแท้จริง” ตั้งแต่ต้นทางจนถึงจานอาหาร รสชาติอาหารชัด เข้มข้น และจริงใจ เหมาะกับคนที่อยากกินอาหารไทยและซีฟูดแบบไม่ลดทอนรส และเข้าใจว่าความสดคือหัวใจของทุกจาน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านนี้ถึงกลายเป็นร้านโปรดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก


อีกอย่างที่เราชอบจานแรก เมนูข้าวผัดปูมหาเศรษฐี หรือที่พนักงานเรียกกันว่า ข้าวผัดปูพันล้าน ราคา 890 บาท ต้นตำรับข้าวผัดปูมหาเศรษฐี ที่หอมกระทะ ข้าวร่วนเรียงเม็ด มาพร้อมเนื้อปูหวานสด เสริฟกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสูตร 50 ปี เป็นจานชูโรงและต้นเหตุที่ทำให้หลายคนยอมมาต่อคิว ข้าวผัดเรียงเมล็ดสวย หนึบ หอมกลิ่นกระทะ ใช้ข้าวเสาไห้ผัดกับไข่ไก่และเนื้อปูก้อนแกะสดกับส่วนกรรเชียงแบบไม่หวงของ รสชาติหวานธรรมชาติของเนื้อปูเด่นชัด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงแบบครบถ้วน ทั้งแตงกวา มะนาว และพริกน้ำปลา น้ำจิ้มซีฟูดพริกเขียวที่ให้มาช่วยตัดเลี่ยนได้ดี เป็นข้าวผัดปูที่เรียบง่ายแต่มั่นใจในวัตถุดิบและเทคนิค อีกจานที่อยากให้ลองสั่ง ซิกเนเจอร์หม้อไฟที่ใครมาก็ต้องลอง “มาม่าทะเลเดือด” ที่ไม่ว่าจะกินกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ในส่วนของของหวานมะม่วงสีทองเนื้อนวล หวาน ฉ่ำ หอมกะทิสด และเครื่องดื่มก็มีหลากหลายให้เลือก

จากจุดเริ่มต้นของร้านซีฟู้ดคุณภาพดี ตั้งอยู่แค่ปากซอยสุขุมวิท 47 จาก BTS พร้อมพงษ์ เดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว บรรยากาศภายในร้านตกแต่งด้วยดีไซน์ ชั้น1 และ ชั้น 3 บรรยากาศภายในร้านถูกตกแต่งอย่างมีรสนิยมด้วยเฟอร์นิเจอร์คุณภาพดี สามารถจัดเลี้ยงได้ 30-40 ท่าน ใครชอบอาหารไทยรสชาติเข้มข้น จัดจ้าน และซีฟู้ดสดจริง ต้องมาโดนที่ 𝗞𝗜𝗡 𝗞𝗜𝗡 สักครั้ง



ปักหมุด/เส้นทาง กินกิน สุขุมวิท 47

Google map: https://maps.app.goo.gl/NPrkQn8F3qde4PuT9

พิกัดร้าน ปากซอยสุขุมวิท 47 Sukhumvit 47 (BTS- Promphong) ช่วงเวลาเปิด-ร้าน 11.00-19.00 น.
จอดด้านหลังร้าน ที่จอดจะเลยร้านไป 4 คูหา มีช่องตึกขับเข้าเป็นเจอที่จอดรถ สามารถนำบัตรมาสแตมป์ได้ที่ร้าน 1 ชม ชม ถัดไป ชมละ 40 บาท ข่วงเวลา 19.00-22.30 น.

แนะนำ  นำรถไปจอดที่ศูนย์การค้า Rain hill ก่อนถึงปากซอยสุขุมวิท 47 สามารถซื้อของภายในศูนย์และสแตมป์บัตรจอดรถได้ตามเงื่อนไขห้าง"





กินกิน สุขุมวิท 47
ที่อยู่: 855 ถนนสุขุมวิท (ปากซอยสุขุมวิท 47) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
เปิดบริการ: ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น.

FB: https://www.facebook.com/kinkinfood/?locale=th_TH 

Instagram: instagram.com/kinkinfood
โทร: 085 5519956

คิกออฟความมัน ! “4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026”

มาแน่ตลอดปี เริ่มศึกแรก “บาสเกตบอล 3x3” เปิดรับสมัครแล้ว

ช่อง 7HD เริ่มปล่อยทีเซอร์เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนกีฬา เตรียมระเบิดความมัน “4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026” เปิดสังเวียนแห่งศักดิ์ศรีครบทั้ง 4 ชนิดกีฬา บาสเกตบอล 3x3 วอลเลย์บอล เซปักตะกร้อ และฟุตบอลนักเรียน 7 คน ประเดิมรายการแรกด้วยศึกยัดห่วง บาสเกตบอล 3x3 นักเรียนชาย พร้อมเปิดรับสมัครทีมร่วมแข่งขันระหว่างวันที่ 21-31 มีนาคมนี้

เริ่มปลุกกระแสความมันให้แฟนกีฬาได้ตื่นเต้นกันแล้ว เมื่อ ช่อง 7HD ปล่อยทีเซอร์มหกรรมการแข่งขัน “4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026” จุดประกายความคึกคักให้วงการกีฬานักเรียนไทย พร้อมเปิดเวทีแห่งศักดิ์ศรีให้เยาวชนทั่วประเทศได้โชว์ศักยภาพและล่าถ้วยแชมป์หลังจากการแข่งขันในปีที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม สร้างปรากฏการณ์เรตติงรายการกีฬาสูงสุดในประเทศไทยปี 2025 สูงถึง 9.8 (Bangkok) พร้อมยอดรับชมออนไลน์รวมกว่า 150 ล้านวิว อีกทั้งแจ้งเกิดนักกีฬาดาวรุ่งรันวงการกีฬาไทย ทำให้ปีนี้การแข่งขันเป็นกระแสได้รับความสนใจจากแฟนกีฬาอย่างมากมาย


โดยปีนี้เตรียมเปิดศึกยิ่งใหญ่ครบ 4 ชนิดกีฬา ทั้ง บาสเกตบอล 3x3, วอลเลย์บอล, เซปักตะกร้อ และฟุตบอลนักเรียน 7 คน สำหรับโปรแกรมการแข่งขันตลอดปี 2026 ถูกจัดเรียงความมันต่อเนื่อง เริ่มจากการแข่งขัน บาสเกตบอล 3x3 นักเรียนชาย แชมป์กีฬา 7HD 2026 ในเดือนพฤษภาคม ต่อด้วย วอลเลย์บอล แชมป์กีฬา 7HD 2026 ที่จะระเบิดความมันในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ เซปักตะกร้อ แชมป์กีฬา 7HD 2026 เตรียมฟาดลูกหวายกันในเดือนสิงหาคม และปิดท้ายปลายปีลุ้นเชียร์มันกับการชิงถ้วยแห่งศักดิ์ศรี ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2026 ที่จะกลับมาระเบิดความมันอีกครั้งในเดือนตุลาคม กลับมาพร้อมความยิ่งใหญ่ เร้าใจกว่าเดิม พร้อมเปิดสนามเฟ้นหาแชมป์ตัวตึงขณะที่แฟนกีฬายัดห่วงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการแข่งขันรายการแรกของปีอย่าง บาสเกตบอล 3x3 นักเรียนชาย แชมป์กีฬา 7HD 2026 ได้เปิดรับสมัครโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงแชมป์ภาคทั้ง 4 ภาค ระหว่างวันที่ 21-31 มีนาคมนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์


สามารถติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ทางเว็บไซต์ : www.ch7.com/champ7hd/3x3basketball2026/
และเตรียมชู้ตให้ซวบ! ดั้งก์ให้สนั่น มันส์ทั้งคอร์ท กับการแข่งขันในเดือนพฤษภาคม เพื่อเฟ้นหาทีมตัวแทนไปชิงชัย พร้อมชิงถ้วยเกียรติยศ ทุนการศึกษา และโอกาสต่อยอดสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพในอนาคต
แฟนกีฬาสามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขัน ข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของทัวร์นาเมนต์ได้ทาง ช่อง 7HD กด 35 และช่องทางโซเชียลมีเดีย Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) Ch7HD Sports (Facebook, IG, TikTok) รวมถึงเว็บไซต์ www.ch7.com
แอปพลิเคชัน Ch7HD, BUGABOO.TV

ดีป้า เปิดตัวโครงการ OTOD #3 ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล

ยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะด้วย 3 เทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพไทย

วันที่ 17 มีนาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – ดีป้า ต่อยอดความสำเร็จโครงการ OTOD ซีซัน 2 สู่ OTOD ซีซัน 3 รุกเสิร์ฟ 3 เทคโนโลยี ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ พร้อมยกระดับทักษะดิจิทัล และสนับสนุนการประยุกต์ใช้แก่กลุ่มชุมชน เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ใน 8 จังหวัด เพื่อเปลี่ยนการผ่านทำเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะ’



สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3) โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร และกลุ่มชุมชน ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10 เขตจตุจักร


ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD) เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนสามารถเข้าถึงและรับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจากดิจิทัลสตาร์ทอัพภาคการเกษตรสัญชาติไทยที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ใน 3 ประเภทเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มชุมชน/เกษตรกร ประกอบด้วย โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงานในแปลงเกษตร ลดต้นทุนด้านแรงงาน ประหยัดเวลา สามารถวางแผน ควบคุม ติดตามผลการเพาะปลูก การดูแลรักษา และการจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ดีป้า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินการคัดเลือกดิจิทัสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้มข้น ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีทั้ง 3 ประเภทจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ อาชีพใหม่ โดย

การพัฒนาทักษะแก่กลุ่มชุมชน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบินโดรน ช่างซ่อมโดรนและเครื่องจักรการเกษตรอัตโนมัติ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศตามแนวคิด ‘ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล’ ซึ่ง ดีป้า ประเมินว่า โครงการ OTOD #3 จะช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท” ดร.ปรีสาร กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีประกาศความร่วมมือในชื่อ Smart Agri Synergy: ผสานเทคโนโลยี ขับเคลื่อนวิถีเกษตรไทย ระหว่าง ดีป้า และหน่วยงานพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มูลนิธิเอสซีจี และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรดิจิทัลสู่กลุ่มชุมชนและเกษตรกร นอกจากนี้ โครงการ OTOD #3 มีบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ โครงการ OTOD #3 จะมีกิจกรรมยกระดับทักษะ และรับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่กลุ่มชุมชนในชื่อ ‘Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day’ ซึ่งจะมีขึ้นใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมการยกระดับทักษะเข้มข้นใน 4 หัวข้อคือ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรอัจฉริยะ การเสริมทักษะนักสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ การเตรียมความพร้อมข้อเสนอเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน และชุมชนเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AgriTech Showcase การจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลจากสตาร์ทอัพภาคการเกษตร พร้อมเปิดพื้นที่การจับคู่ธุรกิจ กิจกรรม d-Community Challenge การเติมทักษะการผลิตคลิปสั้นผ่านการเรียนรู้และลงมือทำ และกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Digital Agriculture Pitching Day กิจกรรมประชันไอเดียเพื่อขอรับการส่งเสริม โดยโครงการ OTOD #3 แบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1) ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการ
d-community สำหรับกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ โดยมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม จำนวน 330 ราย โดยจะสนับสนุนไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย

2) ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรการ d-startup สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนการค้าไม่เกิน 3 ปี มีทักษะช่าง และมีความต้องการเปิดธุรกิจบริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเทคโนโลยีทางการเกษตร มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม 33 ราย สนับสนุนไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ OTOD #3
ได้แล้ววันนี้ – 23 กรกฎาคม 2569 โดยศึกษารายละเอียดของโครงการได้ที่ https://otod3.depa.or.th

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

BAM เปิดตัวโครงการ ทรัพย์มหาชน พลัส

ต่อโอกาสคนไทยมีบ้าน ขยายเพดานราคา 5 ล้านบาท เพิ่มทรัพย์พร้อมขายกว่า 21,000 รายการทั่วประเทศ 

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดตัวโครงการ“ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” โดยมุ่งขยายโอกาสให้คนไทยสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น ผ่านการเพิ่มทางเลือกทั้งด้านราคา ทำเล และกลุ่มผู้ซื้อ 

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAMกล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี BAM ทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของประเทศ โดยมีความเชื่อว่าสินทรัพย์ที่เคยหยุดนิ่ง หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถกลับมาสร้างมูลค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง พร้อมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนได้เริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่


โดยที่ผ่านมา BAM ได้ริเริ่มโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน โดยนำทรัพย์สินรอการขายของบริษัทมาปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยสามารถส่งต่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้แล้วกว่า 1,500 รายการ ครอบคลุมทรัพย์สินตั้งแต่ราคาประมาณ 100,000 บาท ถึง 3 ล้านบาท

“สำหรับ BAM ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจำนวนทรัพย์ที่จำหน่ายได้ แต่หมายถึงจำนวนครอบครัวที่ได้มีบ้านเป็นของตนเอง และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคง” นางทองอุไร กล่าว

ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการในระยะแรก BAM จึงต่อยอดสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีบ้านได้มากขึ้น โดยโครงการใหม่นี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด 3 พลัส ได้แก่

- พลัสด้านราคา ขยายเพดานราคาทรัพย์จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท

- พลัสด้านทำเล เพิ่มจำนวนทรัพย์ในทำเลที่หลากหลายทั่วประเทศ

- พลัสด้านกลุ่มผู้ซื้อ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ การขยายเงื่อนไขดังกล่าวทำให้โครงการมีทรัพย์เข้าร่วมมากกว่า 21,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า32,000  ล้านบาท

สำหรับรายละเอียดโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 ธันวาคม 2569 และเลือกซื้อทรัพย์สินได้หลากหลายประเภท ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในราคาสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถจองทรัพย์ได้ด้วยเงินจองเพียง 1,000 บาท สำหรับทุกรายการด้านเงื่อนไขการผ่อนชำระ กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตรา 0% ปีที่ 2–3 อัตรา 3% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ใช้อัตราดอกเบี้ย MRR ของ BAM โดยสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 20 ปี พร้อมค่างวดเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน

“จุดเด่นของโครงการคือการทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้มากขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ BAM ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน   เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสังคมไทย” ดร.รักษ์ กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

ช่อง 7HD มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ รถSNG คันประวัติศาสตร์แก่ อพวช.

จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งต่อความรู้เพื่อเยาวชน

ช่อง 7HD ส่งต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารสู่สาธารณะ มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ SNG(Satellite News Gathering) คันแรกในประเทศไทยให้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านนวัตกรรมสื่อสาร การแพร่ภาพกระจายเสียง และจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย

สถานีโทรทัศน์สีแห่งแรก ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมาอย่างยาวนาน ช่อง 7HD พร้อมส่งเสริมสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ศึกษาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารของไทย ร่วมส่งต่อองค์ความรู้มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทย ให้แก่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  เพื่อจัดแสดงใน พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศพิธีส่งมอบจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย คุณนาฏนภางค์ จงสมจิต กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD พร้อมด้วย 







คุณชญาณ์ณิศ ศรีสินธวารักษ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรสื่อ ร่วมด้วย 2 นักแสดงสุดฮอต ภูมิ เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, ดีแลนด์ เดโชชัย ธิติอภิธาน และผู้ประกาศข่าวจากรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” ได้แก่ เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, กมลาสน์ เอียดศรีชาย ร่วมส่งมอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC รุ่นแรกของช่อง 7HD จำนวน 1 คัน ให้แก่ คุณสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารจากอดีตสู่ปัจจุบัน   

รถ SNG คันดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการโทรทัศน์ไทย โดยบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ได้สั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาทั้งคัน ในปี พ.ศ. 2540 เพื่อใช้เป็นรถรับ–ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมระบบ KU-Band จำนวน 3 คันแรกของประเทศไทย ก่อนจะมีการพัฒนาระบบจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัลในปี พ.ศ. 2543 และปรับปรุงเป็นระบบดิจิทัลความละเอียดสูง SD–HD อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2548

รถคันนี้ ไม่เพียงเป็นพาหนะสำหรับการถ่ายทอดสดข่าว แต่เป็นสัญญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีโทรทัศน์ไทยจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สู่ความสามารถในการส่งสัญญาณภาพและเสียงจากทุกพื้นที่สู่สายตาประชาชนแบบเรียลไทม์ ตลอดระยะเวลาการใช้งาน รถคันนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรายงานข่าวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดข่าวพระราชสำนักในพื้นที่ทุรกันดาร เหตุการณ์ God’s Army จ.ราชบุรี ปี 2543 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่ น้ำก้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2544 เหตุการณ์ สึนามิในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2547 รวมถึงการรายงานสถานการณ์กรณีพิพาท เขาพระวิหาร ระหว่างปี 2552–2554  




การส่งมอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์อุปกรณ์สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก 7HD MUSEUM สู่สาธารณะ โดย อพวช. จะนำรถ SNG คันประวัติศาสตร์ไปจัดแสดงในฐานะสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้สัมผัสเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการสื่อสารโทรทัศน์ไทย พร้อมศึกษาการทำงานของระบบรับ–ส่งสัญญาณดาวเทียมและการถ่ายทอดสดนอกสถานที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกของสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต   

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดง รถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (SNG ; OB Van) คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทยจากช่อง 7HD ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร : 0 2577 9999 ต่อ 2122, 2123 

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD กด 35
ทางโซเชียล Facebook, IG, Twitter, YouTube: Ch7HD และเว็บไซต์ www.ch7.com

“ไซมิส แอสเสท” เปิดตำรับ “ข้าวแช่ชาววัง 8 เครื่องเคียง” ที่ร้าน “มารี กีมาร์”

เมื่อฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ร้านอาหารไทย “มารี กีมาร์” หนึ่งในธุรกิจอาหารของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนแบบไทยแท้กับ “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยชาววังผ่านความประณีตใน





ทุกขั้นตอน โดย เชฟปิ๊ก – คณิน สินพันธ์ Executive Chef ของร้าน ที่คัดสรรวัตถุดิบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมารังสรรค์เป็นสำรับอาหารฤดูร้อนที่งดงามทั้งรสชาติและเรื่องราว

ร้านอาหาร “มารี กีมาร์” ยังเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทยแท้ในระดับสากล ขณะที่เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์” ถือเป็นหนึ่งในเมนูประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รอคอยของลูกค้าในทุก ๆ ปี

ในโอกาสนี้ คุณอายุษกร อารยางกูร Group F&B Director บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด และ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ ได้ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติให้ร่วมสัมผัสเมนูข้าวแช่ตำรับพิเศษดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยโบราณผ่านการจัดสำรับอย่างพิถีพิถัน

ข้าวแช่ปีนี้ถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตใน ภาชนะรักษ์โลกจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่น สะท้อนความงดงามของศิลปหัตถกรรมไทยผ่านภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอาหาร พร้อมลำดับการรับประทานแบบโบราณ แบ่งออกเป็น 3 สำรับ

สำรับแรก : ของว่างคลายร้อนจากตำรับอยุธยา

เริ่มต้นมื้อด้วยเมนูโบราณ “แตงโมหน้าปลาแห้ง” ของว่างขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคัดเลือกแตงโมเนื้อหวานจากจังหวัดสุพรรณบุรี รับประทานคู่กับปลาแห้งที่ใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัดสิงห์บุรี นำมาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟูและผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว

สำรับที่สอง : ข้าวแช่ตำรับไทยกับเครื่องเคียง 8 อย่าง

หัวใจสำคัญของเมนูคือ ข้าวแช่ ที่เชฟปิ๊กเลือกใช้ข้าวพันธุ์ “เจ๊กเชย” จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมและเม็ดข้าวที่สวยงาม นำมาหุงอย่างพิถีพิถัน ก่อนแช่ใน น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านการต้มและพักในโอ่งดินเผา จากนั้นลอยด้วยดอกไม้หอม 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงาไทย กุหลาบมอญ และดอกมะลิ ก่อนอบควันเทียนให้เกิดกลิ่นหอมละมุน

เสิร์ฟคู่กับ เครื่องเคียงโบราณ 8 อย่าง ได้แก่

• ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานคู่กระชายอ่อนแกะสลักเป็นดอกจำปา

• หอมแดงสอดไส้ปลา

• พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา

• พริกหยวกสอดไส้หมูผัดห่อไข่ เอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์

• ปลาช่อนแดดเดียวฉาบหวาน

• ไชโป๊วผัดหวานน้ำมันหมู

• หมูฝอยทอดกรอบ

• ไข่เค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่มะม่วงเขียวเสวยและผักแนมตามตำรับ

สำรับสุดท้าย : ของหวานฤดูร้อน






ปิดท้ายสำรับด้วยของหวานฤดูร้อน “ส้มฉุนมะยงชิด” ที่ใช้มะยงชิดสดใหม่จากจังหวัดนครนายก โรยด้วยหอมเจียวและขิงอ่อนซอย เพิ่มมิติรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อน

นอกจากนี้ทางร้านยังมี ชุดตะกร้าข้าวแช่สำหรับซื้อกลับบ้าน สำหรับ 2 ท่าน พร้อมขนมทองมารี 1 กล่อง ในราคา 1,299 บาท

เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ให้บริการในราคา 999++ บาทต่อสำรับ (รับประทานที่ร้านเท่านั้น) ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่สนใจสามารถมาลิ้มลองสำรับข้าวแช่ตำรับไทยได้ที่ ร้านอาหารมารี กีมาร์ ชั้น 28
โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre Hotel เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 21.00 น. สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง โทร 090-234-5822 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.marieguimarbkk.com

 

ข่าวประชาสัมพันธ์

เรื่องของ กิน กิน 𝐊𝐈𝐍𝐊𝐈𝐍 𝑺𝒆𝒂𝒇𝒐𝒐𝒅 รังสรรค์ด้วยใจ

กิน กิน เป็นร้านอาหารไทยที่หยิบวัตถุดิบและเมนูอาหารไทย นำเสนอใหม่ได้อย่างน่าสนใจ และทุกจานยังคงแฝงรสชาติแบบไทยๆ ไว้อยู่ชัดเจน เมื่อเจ้าของเร...

โวยวายดอทคอม