วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566

AFYREN ปักหมุดไทยจัดตั้งโรงงานแห่งที่สอง พร้อมลงนามจับมือ กลุ่มมิตรผล

ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำตาลระดับโลก เดินหน้าผนึกกำลังผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพ


แกลร์มง-แฟร็อง/ลียง (ฝรั่งเศส) และกรุงเทพฯ (ไทย) – AFYREN (ISIN: FR0014005AC9 ชื่อในตลาดหลักทรัพย์: ALAFY) ผู้ผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบร่วมกับเทคโนโลยีการหมักเฉพาะ ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพแห่งที่สองในประเทศไทย สอดรับการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ร่วมกับ กลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลชั้นนำรายใหญ่อันดับที่ 3 ของโลก  

โดยมี มร. ออลีวีเย แบ็ชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mr. Olivier Becht, French Minister Delegate to the Minister of Europe) และ คุณวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือฯ เมื่อเร็วๆ นี้

มร. นิโคลัส ซอร์เด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AFYREN (Mr. Nicolas Sordet, CEO of AFYREN) กล่าวว่า “โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนาธุรกิจของ AFYREN ด้วยการจัดตั้งโรงงานแห่งที่สองในศูนย์กลางภูมิภาคเอเชีย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น ความร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในครั้งนี้ จะช่วยให้ AFYREN สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีความยั่งยืนจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกัน กลุ่มมิตรผลยังเป็นองค์กรที่มุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มมิตรผล พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป”

คุณวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ AFYREN ในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มมิตรผลที่มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการฯ จะช่วยผลักดันให้เกิดการต่อยอด ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวคิด “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า” (From Waste to Value Creation) พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ เพื่อต่อยอดอ้อยและน้ำตาลสู่ผลิตภัณฑ์ ไบโอเบสที่มูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” 

โครงการดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของ AFYREN ในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ สอดคล้องตามแผนการดำเนินงานตามที่ระบุในการเสนอขายหุ้น (IPO) หลังจากการก่อตั้งโรงงานแห่งแรกในประเทศฝรั่งเศส และเป็นกลยุทธ์หลักเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีของ AFYREN กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของกลุ่มมิตรผล ผ่านการร่วมทุนในรูปแบบ 70:30 โดยมี AFYREN เป็นผู้ถือหุ้นหลัก และกลุ่มมิตรผลเป็นผู้ถือหุ้นรอง ซึ่งจะนำชีวมวลที่เหลือใช้ในภาคเกษตรของกลุ่มมิตรผลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอเบสและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตที่ 28,000 ตันต่อปี   

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง คุณวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (กลาง) และ มร. ออลีวีเย แบ็ชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ตำแหน่งยืนซ้ายในภาพ) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพในประเทศไทย ระหว่าง AFYREN และกลุ่มมิตรผล โดยมีคุณวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล (ตำแหน่งนั่งขวาในภาพ)

พร้อมด้วย มร. นิโคลา ซอร์เด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AFYREN (ตำแหน่งนั่งซ้ายในภาพ) เป็นผู้ลงนาม AFYREN และกลุ่มมิตรผล ประกอบด้วยข้อตกลงเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ได้แก่

1. ความสมบูรณ์แบบของที่ตั้ง
การเลือกจัดตั้งโรงงานที่อยู่ใกล้เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าทั้งในประเทศและนานาประเทศได้ อีกทั้งการดำเนินงานในประเทศไทยยังเปรียบเสมือนศูนย์กลางของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยการเติบโตของตลาดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการสัตว์เป็นหลัก ทั้งนี้ สารอินทรีย์ชีวภาพของ AFYREN จะถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิดเพื่อประโยชน์ในการถนอมอาหารและการแต่งกลิ่น-รสธรรมชาติ รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และเป็นทางเลือกจากธรรมชาติ เพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทยแล้ว AFYREN ยังจะได้รับประโยชน์จากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นฐานการส่งออกผลิตภัณฑ์จากโรงงานห่งใหม่ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอีกด้วย 

2. ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสององค์กร
ข้อตกลงเบื้องต้นระหว่าง AFRYREN และกลุ่มมิตรผล ได้นำไปสู่การสร้างโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพแห่งที่สองของกลุ่มบริษัท AFYREN ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจของ AFYREN คือ “การสร้างและลงมือทำ” ที่มีเป้าหมายในการตั้งฐานการผลิตให้อยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบและตลาดของกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือเป็นหลัก มากไปกว่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวยังสอดรับกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มมิตรผลอย่างการเป็น 

“บริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมน้ำตาลและไบโอเบส โดยการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีร่วมกับการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างคุณค่า สร้างอนาคตให้กับสังคม” ทั้งนี้ คาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถสรุปได้อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี พ.ศ. 2566

3. โครงการที่มีการดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยปัจจัยในด้านสถานที่ตั้ง และการดำเนินงานของพันธมิตร สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของทั้งสององค์กรได้เป็นอย่างดี อาทิ 

โครงการสามารถช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพโดยตรงกว่า 80 ตำแหน่ง และการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 280 ตำแหน่ง ในการดำเนินการผลิต โดย AFYREN และกลุ่มมิตรผลจะใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ทั้งในประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทย รวมถึงยังมีการจัดหา ฝึกอบรม และพัฒนาทักษะให้พนักงานของโรงงานในอนาคต

โครงการมีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบให้พื้นที่ตั้งของโรงงาน สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้โดยตรง นับเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการขนส่งได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งกระบวนการผลิตของ AFYREN เป็นการนำวัตถุดิบมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ โรงงานฯ ยังได้รับการออกแบบให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าชีวมวลและไอน้ำที่มีคาร์บอนต่ำของกลุ่มมิตรผล ซึ่งสนับสนุนหลักการดำเนินงานแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกระบวนการผลิตของโรงงาน ยังคงยึดหลักการเดียวกันกับโรงงานแห่งแรกของ AFYREN คือ ไม่มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างสิ้นเปลือง และจะนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาใช้เป็นปุ๋ยเพื่อการเกษตรต่อไป

ความร่วมมือในครั้งนี้ AFYREN มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาในการผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพที่มีการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำกว่าการผลิตโดยใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากปิโตรเลียมแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มมิตรผลในปี ค.ศ. 2050 ผ่านการยกระดับการพัฒนาอ้อยและน้ำตาลสู่อุตสาหกรรมไบโอเบส ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อมโลก โดยในปีนี้ กลุ่มมิตรผลได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอันดับที่ 2 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร จากการประเมินด้านความยั่งยืนขององค์กร หรือ Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global

4. โรงงานเพื่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่พร้อมด้วยประสบการณ์การดำเนินงานจากโรงงานแห่งแรกของ AFYREN ในยุโรปโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพในประเทศไทยจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงงานของกลุ่มมิตรผล ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานคร 

โดยนอกจากการจัดหาพื้นที่ในการจัดตั้งโรงงานแล้ว กลุ่มมิตรผลจะนำชีวมวลที่มีคุณภาพสูงจากกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอเบสและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อต่อยอดสู่การผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพของ AFYREN ต่อไป ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 28,000 เมตริกตันต่อปี และคาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 60 ล้านยูโรต่อปี เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ AFYREN เคยประกาศไว้ในการเสนอขายหุ้น (IPO) เมื่อเดือนตุลาคม 

พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในปี พ.ศ. 2568 และจะนำเทคโนโลยีและประสบการณ์การบริหารโรงงานแห่งแรก AFYREN NEOXY กำลังการผลิต 16,000 ตันต่อปี ที่เปิดดำเนินการแล้ว มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล  


“บีไชน์ คอลลาเจนเปปไทด์ พลัส รสมิกซ์เบอร์รี่” และ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” จัดโปรสุดคุ้ม

ซื้อ 1 ฟรี 1 เริ่มต้นปีกระต่ายกับ 2 สินค้ายอดฮิต หาซื้อได้ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น

บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอาหารเสริม เกรดพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ “บีไชน์” ที่ยึดมั่นผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค มายาวนานกว่า 12 ปี ตลอดเวลาได้คิดค้นและพัฒนาสูตรหลากหลายผลิตภัณฑ์มาเรื่อยๆ เพราะอยากให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี  ได้จัดโปรสุดคุ้มเริ่มต้นปีกระต่าย กับ 2 ผลิตภัณฑ์ของบีไชน์ จากสินค้ายอดฮิต ได้แก่ “บีไชน์ คอลลาเจนเปปไทด์ พลัส กลูต้า-อะเซโรลา รสมิกซ์เบอร์รี่” และ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” วิตามินซีธรรมชาติ 100% แบบซองพกพาสะดวก ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 1 ฟรี 1 หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ


ผลิตภัณฑ์แรกที่ได้จัดโปรโมชั่นสุดคุ้มพิเศษ ซื้อ 1 ฟรี 1 คือ “บีไชน์ คอลลาเจนเปปไทด์ พลัส กลูต้า-อะเซโรลา รสมิกซ์เบอร์รี่” คอลลาเจนเปปไทด์เข้นข้น 100% จากปลา นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 10,000 มก. ดูดซึมดี ไม่มีกลิ่นคาว ผสานอะเซโรลา เชอร์รี่ สกัด, แอล-กลูต้าไธโอน, แอล-ซิสเทอีน, ไกลซีน, วิตามินซี, วิตามินอี และเบอร์รี่รวม 6 ชนิด ได้แก่ สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, เอลเดอร์เบอร์รี่, แบลคเคอร์เรนท์, เรดบีท ดีต่อผิวและสุขภาพ รับประทานวันละ 1 ซอง ชงละลายน้ำดื่ม 200 มล.

“บีไชน์ คอลลาเจนเปปไทด์ พลัส กลูต้า-อะเซโรลา รสมิกซ์เบอร์รี่” โปรโมชั่นสุดคุ้มพิเศษ ซื้อ 1 ซอง แถมฟรีอีก 1 ซอง เพียง 55 บาท จากปกติราคา 110 บาท 

และผลิตภัณฑ์ที่สอง “บีไชน์ เนเจอร์ซี” แบบซองพกพาสะดวก ขนาด 6 เม็ด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซีจากธรรมชาติ 100% อะเซโรลา เชอร์รี่ สกัดเข้มข้นจากสหรัฐอเมริกา ผสานคุณประโยชน์ของสารสกัดจากผักและผลไม้ ที่อุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ดีต่อผิวและสุขภาพ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” เป็นวิตามินซีธรรมชาติ จึงสามารถในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แบบเม็ด รับประทานง่ายๆ เพียงวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร มื้อเช้าหรือเย็น


“บีไชน์ เนเจอร์ซี” แบบซองพกพาสะดวก ขนาด 6 เม็ด โปรโมชั่นสุดคุ้มพิเศษ ซื้อ 1 ฟรี 1 เพียง 49 บาท จากปกติ ราคา 98 บาท 

สำหรับท่านใดที่เป็นสมาชิก ALL member ของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อซื้อ “บีไชน์ คอลลาเจนเปปไทด์ พลัส กลูต้า-อะเซโรลา รสมิกซ์เบอร์รี่” หรือ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” วิตามินซีธรรมชาติ 100% ยังสามารถลดราคาเพิ่มได้อีกอย่างละ 1 บาท สามารถซื้อทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แต่วันนี้ - 23 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ร้านเซเว่น
อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ

สามารถติดตามข่าวสาร โปรโมชั่น และดูข้อมูลเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ของ “บีไชน์” จัดจำหน่ายโดย บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ได้ที่ www.bshine.co.th, FB : https://www.facebook.com/BnpHealth 
และ Line : @Bshine

การกลับมาสุดยิ่งใหญ่กับงาน 𝑩𝒊𝒈 𝑬𝒗𝒆𝒏𝒕 : 𝑺𝒍𝒊𝒎 𝑼𝒑 𝑪𝒆𝒏𝒕𝒆𝒓

การกลับมาสุดยิ่งใหญ่กับงาน 𝑩𝒊𝒈 𝑬𝒗𝒆𝒏𝒕 : 𝑺𝒍𝒊𝒎 𝑼𝒑 𝑪𝒆𝒏𝒕𝒆𝒓 ที่ทุกคนต่างรอคอยกันมาอย่างยาวนาน 𝟏𝟗 𝒀𝒆𝒂𝒓𝒔 𝑨𝒏𝒏𝒊𝒗𝒆𝒓𝒔𝒂𝒓𝒚 𝑺𝒍𝒊𝒎 𝑼𝒑 𝑪𝒆𝒏𝒕𝒆𝒓 𝑺𝒉𝒊𝒏𝒆 𝒀𝒐𝒖𝒓 𝒍𝒊𝒈𝒉𝒕 𝒐𝒏..  เปล่งประกายความเป็นคุณ ภายในงาน พบกับกิจกรรม 𝑬𝒙𝒄𝒍𝒖𝒔𝒊𝒗𝒆 มินิคอนเสิร์ต และ 𝑴𝒆𝒆𝒕 & 𝑮𝒓𝒆𝒆𝒕 กับคุณออกัส วชิรวิชญ์ /

คุณ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ /และ คุณเลดี้ปราง กัญญ์ณรัณ ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ร่วมสนุกชิงรางวัล 𝑷𝒓𝒆𝒎𝒊𝒖𝒎 𝑮𝒊𝒇𝒕 ภายในงานนี้เท่านั้น



▶️ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น.

พบกับ ออกัส วชิรวิชญ์ 

▶️ 4 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 17.00 น.

พบกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์

▶️ 5 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 15.00 น.

พบกับ เลดี้ปราง กัญญ์ณรัณ

พิเศษภายในงานนี้ ลุ้นรับของราวัล และทรีตเมนต์ภายในงานนี้ มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท 

ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 โซน A เซ็นทรัล ลาดพร้าว

💙 แล้วพบกันนะคะ 💙

หุ่นสวย สุขภาพดี เริ่มต้นที่ 𝐒𝐥𝐢𝐦 𝐔𝐩 𝐂𝐞𝐧𝐭𝐞𝐫
พร้อมให้คำปรึกษาและบริการทั้ง 18 สาขาทั่วประเทศแล้ววันนี้

📩 IB : http://m.me/SlimUp/

📲 Line >> https://bit.ly/Slimupcenter หรือ @Slimupcenter

📷 IG : Instagram.com/Slimup_center

🌐 Website: www.Slimupcenter.co.th

📞 Call Center: 02-620-0000

#19Yearsanniversary #Shineyourlighton #เปล่งประกายความเป็นคุณ #ทางลัดหุ่นสวย #สลายไขมัน #กระชับสัดส่วน #ปรับรูปร่าง #ลดเฉพาะส่วน #ลดน้าท้อง #ลดต้นขา #ลดปีกหลัง #ลดสะโพก #ลดน่อง #ลดต้นแขน #ลดน้ำหนัก #SlimUp #SlimUp_Center #SlimUpCenter #SlimUp

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566

มูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับภาคี จัดงาน"รวมพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ เพื่อเรา เพื่อโลก" กับงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 8”

ชวนช้อปผลผลิตอินทรีย์จากทั่วประเทศ 7-19 กุมภาพันธ์นี้ ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม        


กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ “งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 8 ” โดย มูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ องค์การมหาชน (สสปน.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)          กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มมิตรผล PTTGC SCG Packaging Rxv Wellness Village สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เตรียมจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "รวมพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ เพื่อเรา...เพื่อโลก”          รวมพลังคนอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ร่วมผลักดันเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในงาน        พบกับ 8 ไฮไลท์กิจกรรม เต็มอิ่มกับองค์ความรู้มากมาย สนุกกับเวิร์คช็อปดีดี และช้อปสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีจากเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 200 บูธ 

นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมมูลนิธิสังคมสุขใจ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ภายใต้สามพรานโมเดลอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า            10 ปี  ทำให้ เรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภคได้มีแหล่งอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดนครปฐม ในการส่งเสริมและสนับสนุนการขยายสังคมอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ ซี่งไม่เพียงตอบโจทย์ในเรื่องอาหาร แต่ยังสามารถเชื่อมโยงในเรื่องท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน   ทางจังหวัดจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ที่มีการจัดงานสังคมสุขใจขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และประชาชน  จะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ดังแนวคิดการจัดงาน เพื่อเรา...เพื่อโลก 

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ และนายกสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย หรือ TOCA  



นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ และนายกสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย หรือ TOCA  ในฐานะประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 8  กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ปลุกให้ทุกคนหันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารปลอดภัยที่ผลิตในระบบอินทรีย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและครอบครัว ดังนั้น การกลับมาของงาน "รวมพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ เพื่อเรา...เพื่อโลก” กับงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 8 นอกจากจะพุ่งเป้าตอกย้ำในเรื่องสุขภาพสำหรับคนทุกกลุ่มวัยเป็นหลัก ที่สามารถเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง  ยังมุ่งเน้นการดูแลสังคมให้เกื้อกูลกัน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย 



จุดเด่นของงานสังคมสุขใจ คือ เป็นงานประจำปีที่รวมคนอินทรีย์ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งการผลิต การจำหน่าย การตลาด นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงพันธมิตรใหม่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นต้นน้ำ นอกจากมีผลผลิตออกมานำเสนอยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีโอกาสพบผู้ผลิตที่หลากหลาย ส่วนผู้บริโภคได้มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าอินทรีย์ที่มีคุณภาพจากเกษตรกรตัวจริง พร้อมทั้งยังมีองค์ความรู้มากมายที่นำกลับไปใช้ประโยชน์ เรียกว่ามางานนี้ คุ้มค่า ได้เห็นการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ในทุกมิติ   สำหรับ 8 ไฮไลท์กิจกรรมที่ห้ามพลาด ได้แก่

1. สินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีจากทั่วประเทศกว่า 200 บูธ มีทั้ง ข้าว ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูป
งาน Art & Craft ต่างๆ ระดมกันมาให้ช้อป
2. เวิร์คช็อปสุดชิค ที่สนุกได้ทุกวัย เน้นสอนจริง ทำเองเป็น
3. Business Matching เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร จับคู่ธุรกิจ
ซื้อสิ้นค้าอินทรีย์ตรงจากเกษตรกร กว่า 20 ราย
4.แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่มีให้เลือกหลากหลายเส้นทาง
5.ร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ง่ายๆ ผ่าน แอพพลิเคชั่น TOCA Platform 
6.สนุกกับกิจกรรมสะสม Earth Points แต้มรักษ์โลก แลกรับสิทธิมากมายภายในงาน
7.พบกับ Organic Hero  และคนอินทรีย์ต้นแบบหลากหลายด้าน ที่ยินดีมาแบ่งปันความรู้
และสร้างแรงบันดาลใจ
8.นิทรรศการความรู้ และเวทีเสวนาในหัวข้ออินเทรนด์ต่างๆ  เช่น การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
การจัดการขยะอาหาร ขยะพลาสติก Carbon Farming และ Bio Dynamic กับการทำเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น


“งานนี้เราอยากให้คนรุ่นใหม่ หรือ คนที่ทำงานด้านซีเอสอาร์ การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งแวดล้อม รวมถึงน้องๆ    ที่เรียนด้านเกษตร การตลาด  ได้มาสัมผัส  เพราะ กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 8            ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ BCG Economy Model ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐ และเทรนด์ของโลก              อย่างชัดเจน  ซึ่งทุกคนจะเห็นความเชื่อมโยงของสังคมอินทรีย์ กับเรื่อง Bio Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน และGreen Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียว ที่เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยทั้งยังสอดรับกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม” 

งานสังคมสุขใจครั้งที่ 8 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2566
ณ สวนสามพราน   จ.นครปฐม ตั้งแต่ เวลา 09.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 


สามารถจอดรถในโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ มีบริการรถรับ-ส่งเข้างานฟรี ตลอดทั้ง 3 วัน 
ข้อมูลการเดินทาง สอบถามได้ที่ โทร 034 322 588-93


หรือติดตามกิจกรรมที่ Facebook/ งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน https://www.facebook.com/SangkomSookjai 


วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566

ดีป้า ร่วมกับ จ.ปราจีนบุรี แถลงผลสำเร็จการยกระดับ ศรีมหาโพธิ

สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้าน Smart Living ด้วยดิจิทัล

26 มกราคม 2566, จังหวัดปราจีนบุรี – ดีป้า ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี แถลงผลสำเร็จการพัฒนาพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้าน Smart Living ภายใต้โครงการ Si Maha Phot Smart Living Showcases ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลใน 3 ด้านสำคัญ เพื่อพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิต สนองตอบความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างตรงจุด พร้อมปูทางสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ของประเทศต่อไป

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วย นางจารุณี กาวิล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมแถลงผลสำเร็จโครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ Si Maha Phot Smart Living Showcases ด้วยการพัฒนาพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้าน Smart Living ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการ Si Maha Phot Smart Living Showcases เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิต ก่อนนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ ดีป้า มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหา (Pain Point) ของเมือง และตอบสนองความต้องการของภาคประชาชนได้อย่างตรงจุดใน 3 ด้าน ประกอบด้วย


ด้านความมั่นคง โดยการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่เพิ่มเติมจำนวน 30 จุด เชื่อมโยงกับกล้องวงจรปิดชุดเดิมและระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตาม กำกับดูแล ตรวจจับความผิดปกติ ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการบริหารงานจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์ (LED Billboard) เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารอันเป็นประโยชน์ รวมถึงข้อมูลเมืองอัจฉริยะในด้านต่างๆ แก่ประชาชน

ด้านการศึกษา โดยดำเนินกิจกรรมยกระดับทักษะด้านดิจิทัล (Upskill) ให้กับบุคลากรครูจากโรงเรียนศรีมหาโพธิ และโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ กว่า 60 ราย ผ่านหลักสูตรการยกระดับทักษะดิจิทัลสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 และกิจกรรมแสดงผลงานการพัฒนาคุณครูต้นแบบการศึกษาแห่งยุคดิจิทัล (Si Maha Phot Education Showcases) เพื่อพัฒนาและ ต่อยอดศักยภาพ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนแก่บุคลากรครูในยุคดิจิทัล

ด้านการสาธารณสุข โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 100 ราย สามารถประยุกต์ใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสุขภาพ (Medical Devices) เพื่อช่วยบันทึกและตรวจสอบข้อมูลสุขภาพผู้สูงวัย รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงภายใต้การดูแลของสาธารณสุขอำเภอศรีมหาโพธิกว่า 200 ราย จัดเก็บผ่านระบบ CM Square 



ซึ่งเป็นระบบติดตามหน่วยบริบาลผู้มีภาวะพึ่งพิง เพื่อกำหนดแผนการดูแลผู้สูงวัย และผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว แม่นยำ ทั่วถึง และเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาศรีมหาโพธิสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ยังคงต้องดำเนินการในเรื่องของการกําหนดเป้าหมายร่วมกันของคนในพื้นที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนศรีมหาโพธิเมืองอัจฉริยะในอนาคต การออกแบบสถาปัตยกรรมของเมืองใหม่ และการจัดทํา City Data Platform ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลจาก Smart Living ไปสู่ Smart ด้านอื่นต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ขณะที่ นางจารุณี กล่าวว่า ชาวศรีมหาโพธิทุกคนปรารถนาที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพร้อมที่จะต่อยอดและสร้างเสริมศักยภาพของพื้นที่สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้าน Smart Living ที่ยั่งยืน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การมีส่วนร่วมเพื่อออกแบบพื้นที่เมืองในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่น ๆ และพื้นที่ใกล้เคียงสามารถถอดบทเรียน เพื่อนำไปเป็นกลไกในการขับเคลื่อนพื้นที่ของตนเองไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้าน Smart Livingในบริบทที่เหมาะสมกับผู้คน ชุมชน และพื้นที่ต่อไป

สำหรับปี 2566 ดีป้า มีแผนที่จะขยายผลโครงการพัฒนาพื้นที่สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้าน Smart Living ในพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยต่อไป







วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566

พบปะสังสรรค์ หลักสูตร สถาบันพระปกเกล้า กฏหมายมหาชน (ปรม.1) ประธานรุ่น

พบปะสังสรรค์ หลักสูตร สถาบันพระปกเกล้า กฏหมายมหาชน (ปรม.1) ประธานรุ่น พินิจ จันทร์สุรินทร์ 
โดยมี ไพรัช บูรพชัยศรี , ดร ถวัล รุยาพร ,ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ , กำธร สิทธิโชติ ดร. สมบัติ คุรุพันธ์ ,
บุญฤทธิ์ เสาวพฤกษ์, คำรณ ณ ลำพูน, สายันต์  จันทรวิภาควงศ์, พนา  ทองมีอาคม อรรถสิทธิ์  ดำรงรัตน์ ร่วมงาน

สถานที่ :  ร้านอาหาร เพลิน วิภาวดีรังสิต

ไทยพร้อมปักหมุดเวทีการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนระดับสากล

ประกาศเปิดตัวการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติครั้งแรกเพื่อสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นและท้าทายให้กับเยาวชนผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั่วโลก 


กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 25 มกราคม 2566 – ประเทศไทยประกาศเปิดตัวการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 (INTERNATIONAL YOUTH BASKETBALL CHAMPIONSHIP 2023) ซึ่งจะจัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 8-11 เมษายน 2566 โดยกลุ่มผู้ปกครองนักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนไทย และได้รับความร่วมมือจากโกลบอล ฮูปส์ อีลีท โปรแกรม จากสิงคโปร์ พร้อมการสนับสนุนอย่างดีจากกระทรวงศึกษาธิการ สมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย และโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพ เพื่อจะสร้างโอกาสในการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลระดับสากลให้กับเยาวชนจากประเทศไทย
และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ด้วยสนามแข่งขันบาสเกตบอลมาตรฐานระดับโลกและการต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยการแข่งขันรายการนี้ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเยาวชนในเชิงบวกและเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่ยุคสังคม 5.0 

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบาย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถและศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความรู้รอบด้านในอนาคต พ่อแม่และครู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ และ การพัฒนาจึงจำเป็นต้องสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในทุกมิติอย่างครบถ้วน การศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างพัฒนาการ และกระตุ้นการมีส่วนร่วม  ของผู้เรียนในทุกด้าน ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ คุณธรรมจริยธรรม จิตใจ และจิตวิญญาณอย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่างๆ และบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยการสนับสนุนให้เยาวชนไทยมีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาต่างๆ 

“เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า ยุคสังคม 5.0 ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้โดยใช้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 ระบบการศึกษาในยุคสังคม 5.0 คือการศึกษาสำหรับโลกอนาคต ซึ่งมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลมากกว่าเทคโนโลยี จึงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้เรียน และสามารถรับมือได้กับปัญหาและอยู่รอดในทุกวิกฤต เติบโตไปกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ รวมทั้งเสริมสร้างทักษะชีวิตนอกเหนือจากทักษะด้านดิจิทัล 

การแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 เป็นโครงการที่ดีเยี่ยม ที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนไทยและนานาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันให้แน่นแฟ้น ทั้งยังเปิดโอกาส  ให้เยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ผู้ปกครอง และผู้ติดตามได้ท่องเที่ยวประเทศไทย พบเจอเพื่อนใหม่ เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมใหม่ มีส่วนร่วมในประเพณีท้องถิ่น อาทิ เทศกาลสงกรานต์ หรือ เทศกาลสาดน้ำ ในเดือนเมษายน”  นายภูมิสรรค์ กล่าว 

นายนิพนธ์ ชวลิตมณเฑียร นายกสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มุ่งมั่นการจัดให้มีโปรแกรมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลสำหรับผู้มีใจรักกีฬาประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง  ทั้งประเภทสมัครเล่นและอาชีพ เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ และสนับสนุนให้เยาวชนไทยเล่นกีฬาเพื่อเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทักษะการเข้าสังคม ทั้งยังส่งเสริมพรสวรรค์ด้านกีฬาเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ พร้อมทั้งผลักดันไปสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ 

“ในนามสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนแข่งขันพิเศษครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้นักกีฬาเยาวชนไทยฝึกฝนและพัฒนาทักษะ รวมทั้งศักยภาพในด้านกีฬาบาสเกตบอลอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวไปสู่ในระดับสากล

“ผมเชื่อว่าการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 จะเข้มข้นอย่างแน่นอน เพราะมีทีมจากหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขันนอกเหนือจากทีมจากประเทศไทย การแข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่มีกลยุทธ์ และวิธีการเล่นที่แตกต่างนั้นนับได้ว่าเป็นการท้าทายความสามารถของผู้เล่นเพื่อแก้เกม พัฒนาฝีมือ และสร้างโอกาสนำพาไปสู่การเล่นในระดับอาชีพในอนาคตได้

การแข่งขันครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการจัดการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติที่ได้มาตรฐานสากลในเอเชีย สร้างเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนนานาประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน และยังเปิดโอกาสให้นักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ สัมผัสและเพิ่มพูนประสบการณ์การแข่งขันในระดับสากล  โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศอีกด้วย”  นายนิพนธ์ กล่าว

ในการแข่งขันครั้งนี้คาดว่าจะมีนักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนกว่า 800 คน จาก 72 ทีม จากประเทศทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งจะแบ่งกลุ่มนักกีฬาประเภททีมชาย-หญิงเป็น 3 รุ่นอายุ ได้แก่  รุ่นไม่เกิน 13 ปี รุ่นไม่เกิน 15 ปี รุ่นไม่เกิน 17 ปี โดยมีผู้เข้าแข่งขันทีมละ 5 คน ยึดหลักกติกาสากล  และแนวทางการแข่งขันบาสเกตบอล 5 คนของจูเนียร์ เอ็นบีเอ (Jr. NBA guidelines) เพื่อให้นักกีฬา ทุกคนได้มีเวลาเล่นในสนามอย่างเพียงพอ

มร. เลียม เคน ผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพ  กล่าวไว้ว่าโรงเรียนมุ่งมั่นส่งเสริมนักเรียนให้มีพัฒนาการด้านร่างกายและทักษะการเล่นกีฬา ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและพลานามัยที่ดี จึงจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาในมาตรฐานระดับโลกแก่นักเรียน อย่างสนามบาสเกตบอลขนาดมาตรฐาน 3 สนาม ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่แข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติในปี 2566 นี้ โดยโรงเรียนได้มุ่งเน้นการพัฒนาที่ส่งเสริมศักยภาพสูงสุดของนักเรียน
อีกทั้งยังสนับสนุนให้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาภายในประเทศ และเป็นตัวแทนทีมโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนในเครือข่ายอีกด้วย

“เรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับชื่อเสียงที่ได้รับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดในเอเชียที่ได้ผสมผสานหลักสูตรด้านวิชาการและกีฬาต่างๆ ได้อย่างเข้มข้น ทั้งมีความพร้อมในการสร้างเยาวชนทั้งหญิงและชายให้มีความรู้และความสามารถรอบด้าน ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬาต่างๆ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ         ความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนและความสุขระยะยาวของชีวิต ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการเรียนในชั้นเรียน การมีสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมกับสร้างความกระตือรือร้น โดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของนักเรียนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในงานของเรา พร้อมกับบ่มเพาะให้นักเรียนของเรามีทักษะที่จําเป็นของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสังคม อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ”   มร. เคน กล่าว

มร.ไบรอัน ยี ผู้ร่วมก่อตั้งโกลบอล ฮูปส์ อีลีท โปรแกรม และผู้จัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนและระดับอาชีพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมจัดการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 อย่างเป็นทางการ กล่าวว่า บริษัทฯ ทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายเดียวในใจ  นั่นคือ ช่วยให้ทีมกีฬาจากประเทศทั่วโลกเดินทางไปแข่งขันกีฬาในภูมิภาคต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬาด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างการมีใจรักกีฬาและการชื่นชอบการท่องเที่ยว

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องที่เชื่อมั่นว่าการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 ครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเรารู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดแข่งขันครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์การทำงานของเราในการจัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ในเอเชีย และการสร้างเครือข่าย การประสานงานกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งสมาคมกีฬาในเอเชีย เรามั่นใจว่าจะสามารถจัดการแข่งขันและสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ ถ่ายทอดให้เห็นทุกอารมณ์ของผู้เข้าแข่งขัน และความรู้สึกอันน่าประทับใจไปสู่ผู้ชม

ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบว่ามีทีมกีฬาบาสเกตบอลจากหลายประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย แสดงความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งถือได้
ว่า เป็นการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนระดับนานาชาติ  ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาบาสเกตบอล ผมจึงอยากเชิญชวนนักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนร่วมสมัครแข่งขันรายการสำคัญนี้”  มร. ยี กล่าว

การแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 (INTERNATIONAL YOUTH BASKETBALL CHAMPIONSHIP 2023) ยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ได้แก่ 
บริษัท สยาม คานาเดี่ยน ฟู้ดส์ จำกัด, บริษัท ฟู้ดดีฮับ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท สยาม คานาเดี่ยนกูร์เมต์ จำกัด, โรงพยาบาลรวมใจรักษ์, บริษัท เวสท์คอน จำกัด, บริษัท สยาม กลอรี่ วู้ดเวิร์ค จำกัด,            บริษัท ไบโอรอว์ จำกัด, บริษัท ไอคอน เพอเฟค จำกัด,  บริษัท ซี. อี. เมค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด,                      บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด – ฟิล์มกรองแสงลามิน่า, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยูโก เวลตี้,                              บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน), บริษัท คอฟฟี่ สเลนเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด,
บริษัท ทองประทาน กุศลพานิช จำกัด และอินเตอร์ พริ้นท์

รายการแข่งขันนี้จะเปิดรับลงทะเบียนสมัครอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ -15 มีนาคม 2566 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนนานาชาติ 2566 

ค้นหาได้ที่ www.iybc-thailand.com และ  โทรศัพท์หมายเลข 081-7241100 

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566

สานต่อศรัทธาร่วมน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล“หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”

บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ พ.ศ. ๒๕๖๖ ให้ยั่งยืนสืบไป

พระอาจารย์มั่น ภูริภัตโต เป็นพระมหาเถระที่ชนชาวไทยให้ความเคารพนับถือ ได้รับการยกย่องเทิดทูนว่า เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน โดยท่านได้รับสมญานามว่า  “บูรพาจารย์แห่งกองทัพธรรม” เนื่องจากท่านได้บำเพ็ญข้อวัตรปฏิปทาธุดงควัตร และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเคร่งครัด เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยวางแนวทางการปฏิบัติสมถและวิปัสสนา อบรมสั่งสมบารมีธรรมแก่พระภิกษุสามเณร จนมีศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ทรงคุณธรรม สัมมาปฏิบัติออกจาริกธุดงค์ เผยแพร่ธรรม ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติหันมา สนใจในการศึกษาหลักคำสอนและวิธีปฏิบัติทางพระพุทธศาสนามากขึ้นในวงกว้าง 



การจัดกิจกรรมน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดี ปฏิปทา น้อมนำข้อวัตรปฏิบัติและคำสอนขององค์ท่าน ในฐานะเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ตามที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ในส่วนการจัดกิจกรรมน้อมรำลึก๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) M.D อดีตอาจารย์แพทย์ ผู้ริเริ่มเสนอหลวงปู่มั่น ต่อองค์การยูเนสโก ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักรพระราชทาน จากกรมสมเด็จพระเทพฯ และได้รับการยกย่อง เป็นบุคคลค่าของแผ่นดิน สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๖๔ ประธานโครงการ ฝ่ายจัดงาน ๑๕๓ ปีชาตกาลหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 

การจัดงานปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน และสถานศึกษาต่างๆ โดยคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน ประชาชน คนรุ่นใหม่ได้หวนกลับมาเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติของพระสายป่า สอดแทรกศีลธรรม อันเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมและยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖  และวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดเป็นอย่างดียิ่ง

ดร. ฐาณิญา พงษ์ศิริ สถานีโทรทัศน์ TNN2 (พิธีกร)

คุณฉันทนา ดาวราย นายกสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยศิลปากร

กิจกรรมน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิรักษ์ตับ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร มูลนิธิรักษ์เยาวชน สมาคมสภาพุทธศาสนิกสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ BMCTV และผู้ปกครองเด็กและเยาวชนจิตอาสา 

โดยเริ่มจากพิธีเปิดนิทรรศการเผยแพร่ชีวประวัติ คำสอน ข้อวัตรและปฏิปทาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และการจัดนิทรรศการภาพวาดของเด็ก เยาวชน และประชาชน ในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน ในการนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์  อธิการบดี (ผู้รักษาการแทน) มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นประธานในการเปิดงาน

กิจกรรมการรวมตัวของจิตรกรจิตอาสาภาพวาดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ถ่ายทอดจากจินตนาการในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่ได้ข้อคิด จากการศึกษาชีวประวัติขององค์ท่าน จึงออกมาเป็นภาพวาดที่ทรงคุณค่า สามารถติดตามได้ที่ https://online.pubhtml5.com/czrx/wqvt/

การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) วาดภาพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่เกิดจากแรงบันดาลใจ จากข้อวัตรและปฏิปทาในองค์หลวงปู่มั่น ที่ท่านได้ปฏิบัติกรรมฐาน เน้นการปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย ปฏิบัติเคร่งครัดต่อศีล หรือพระวินัยที่ตนสมาทาน การเจริญสมาธิ และวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง 

ภาพนี้เป็นภาพที่ทรงคุณค่าที่ศาสตราจารย์เกียรติ คุณปรีชา เถาทอง มอบให้เพื่อกิจกรรมการกุศลในครั้งนี้ และร่วมบุญเข้ามูลนิธิฯ  โดยขอประมูลในราคาเริ่มต้น ๙๐๐,๐๐๐ บาท (เก้าแสนบาทถ้วน)++
หากท่านใด สนใจประสานได้ที่ คุณฉันทนา ดาวราย นายกสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยศิลปากร
โทร ๐๖๒ ๖๒๙ ๙๒๔๑



นอกจากนี้ ยังมีจิตรกรมืออาชีพได้อนุเคราะห์วาดภาพหลวงปู่มั่นเพื่อเข้าร่วมการกุศลในครั้งนี้อีกหลายท่าน เช่น อาจารย์บัญชา หนังสือ และภาพหลวงปู่มั่น พร้อมโลโก้ ๑๕๓ ปีชาตกาลจากการปักของ ทีเอดีไซน์ งานปักคอมพิวเตอร์ จ.สมุทรสาคร โดยนายศิริรักษ์ - นางดรุณี ชาวบ้านไร่ ภาพวาดจากอาจารย์บัญชา หนังสือ อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร เริ่มต้นประมูลที่ ๕๐,๐๐๐ บาท ++

ภาพปักรูปหลวงปู่มั่น พร้อมชื่อและโลโก้ ๑๕๓ ปีชาตกาล เริ่มต้นประมูลที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ภาพวาดจากอาจารย์ ฑีมวุฒิ บุญวิจิตร เริ่มต้นประมูลที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ผนึกกำลังกลุ่มเด็กเยาวชนจิตอาสา สานต่อปฏิปทาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ให้ยั่งยืน


การจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเด็กเยาวชนจิตอาสา พร้อมผู้ปกครอง ได้เห็นความสำคัญและส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ใช้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ร่วมจัดงาน ได้แก่ เด็กนักปั้น เด็กนักร้อง เด็กนักพูด และเด็กนักวาด กิจกรรมหลากหลายทันยุคทันสมัย โดยคาดหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไป กลับมาให้ความสนใจในคุณูปการของหลวงปู่มั่นที่มีต่อพระพุทธศาสนา ส่งผลให้ คำสอน ประวัติปฏิปทาข้อวัตรของพระสายป่าของท่าน ไม่ถูกลืมเลือน เกิดการเรียนรู้ในข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามของพระสายป่า ซึ่งเป็นการสอดแทรกศีลธรรมในวิถีชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เมื่อเด็กเยาวชนเติบโตขึ้นก็จะมีจิตใจฝักใฝ่ทางพระพุทธศาสนา ศาสนามิใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิถีชีวิต รู้จักศีลธรรม จริยธรรม อันเป็นเครื่องหมายของคนดี จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย และสังคมโลกอย่างยั่งยืนสืบไป


การจัดกิจกรรมบนเวที ได้รับความอนุเคราะห์จาก ดร. ฐาณิญา พงษ์ศิริ สถานีโทรทัศน์ TNN2 พิธีกรในงาน ซึ่งภายในงานได้เปิดตัวด้วย การกล่าวปาฐกถาธรรม เรื่อง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับสันติภาพ โดย พระอาทิตย์ อธิบุญโญ (วงศ์แสนสุข) การแสดงเดี่ยวของนักเปียโนระดับโลก ชาวรัสเซีย โดย คุณ Ivan Sharapov 

พระอาทิตย์ อธิบุญโญ (วงศ์แสนสุข)

การแสดงเดี่ยวของนักเปียโนระดับโลก ชาวรัสเซีย Mr. Ivan Sharapov 

การแสดงคีตศิลป์จากวงดุริยางค์ของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร การขับร้องเพลงบูชาพระคุณหลวงปู่มั่น จาก ดร.โฉมฉาย อรุณฉาน ดร.อโนมา วิจิตรวิกรม คุณหัสพงศ์ วงษ์ศรีวิลาศ และคณะ ซึ่งเป็นการรวมพลังความสามัคคีจากนักร้องมืออาชีพ มาขับร้องเพลงบูชาคุณองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สร้างแรงจูงใจให้ทั้งเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชน เป็นการรวมพลังแสดงออกถึงความศรัทธาอย่างมั่นคงและยั่งยืน



ทั้งนี้ ทางคณะผู้จัดงานโครงการ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านด้วยความจริงใจ ให้การสนับสนุนกิจกรรมร่วมน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ (วาระปี ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔) และขอขอบคุณ ชมรม เวปคลับ ไทยแลนด์ (WebClub Thailand) 

 สมาชิก ชมรม เวปคลับ ไทยแลนด์ (WebClub Thailand) 

โดย คุณนาริฐา จ้อยเอม ประธานชมรมฯ พร้อมคณะซึ่งประกอบด้วยสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาที่ช่วยเผยแพร่สานต่อศรัทธาน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ พ.ศ. ๒๕๖๖ให้อยู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป” 


ข่าวประชาสัมพันธ์

AFYREN ปักหมุดไทยจัดตั้งโรงงานแห่งที่สอง พร้อมลงนามจับมือ กลุ่มมิตรผล

ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำตาลระดับโลก เดินหน้าผนึกกำลังผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพ แกลร์มง-แฟร็อง/ลียง (ฝรั่งเศส) และกรุงเทพฯ (ไทย) – AFYREN (ISIN: FR0014...

โวยวายดอทคอม