วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิริยะประกันภัย โชว์แกร่งฝ่าวิกฤตท้าทายพร้อมเดินหน้ายกระดับบริการอย่างต่อเนื่องตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท


วิริยะประกันภัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือภัยพิบัติรุนแรงทั้งแผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในรอบปีที่ผ่านมา ยันแม้เจอวิกฤตหนัก แต่ผลประกอบการปี 68 ยังทะลุเป้า 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลคุ้มครองในทุกสถานการณ์ เผยตั้งเป้ายอดขายท้าทายขึ้น ในปี 69 แตะ 4.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% พร้อมเดินหน้าผสานพลังเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงาน ยกระดับงานบริการในทุกมิติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในอนาคต
     
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤตมุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้นจาก Climate Change ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง



ทั้งนี้ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อาทิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลให้หลายจังหวัดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยประสบภัยมาก่อน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะที่ภัยพิบัติจากอุทกภัยที่แม้จะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ดังเช่นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค
    

“บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และมีความเชี่ยวชาญจากการได้บริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ‘ปฏิบัติการ First AID’ ที่นำมาใช้จนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ทั้งความพร้อมในการสำรวจ ประเมินความเสียหาย และการประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างทันท่วงที การจัดซ่อมที่ได้มาตรฐานผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ประกอบกับบริษัทฯ มีสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม ตลอดไปถึงการประสานพลังเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดทำถุงยังชีพ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง” คุณอมร กล่าว
     
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้าและประชาชนมีต่อวิริยะประกันภัย ส่วนผลประกอบในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 17.09% อีกทั้งยังคงมั่นคงแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของเงินกองทุนฯ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
     

นายอมร เปิดเผยต่อไปอีกว่า “สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท หรือต้องเติบโตประมาณ 4% แบ่งเป็นด้าน Motor อยู่ที่ 38,865 ล้านบาท หรือเติบโต 3% ส่วนด้าน Non-Motor อยู่ที่ 5,780 ล้านบาท หรือเติบโต 9.7%”
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งยกระดับคุณภาพงานบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบการรับประกันภัย การเคลมสินไหมทดแทน     

การเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงยกระดับการให้บริการภายใต้แนวทาง One Stop Service ให้ครอบคลุมทุกงานบริการ ทั้งการให้บริการของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสายด่วน 1557 การให้บริการผ่านระบบออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและครบวงจร ควบคู่กับการกำกับดูแลคุณภาพงานเคลม การตรวจสอบอุบัติเหตุ และคุณภาพงานจัดซ่อมให้ได้มาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า


บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้เกิดประสิทธิภาพในงานบริการสูงสุดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ E-Agency โปรแกรมที่ช่วยรองรับการทำงานของตัวแทนฯ,  V-Inspection บริการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัยด้วย AI, VClaim on VCall บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงวางแนวทางพัฒนาบริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
     
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ Data Driven ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประกันภัย Motor และ Non-Motor ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

    
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและเสริมสร้างคุณภาพงานบริการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมหรือความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรและการทำงาน (Employee Engagement) ทั้งการวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงาน ตลอดจนการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้วยการอบรมพัฒนาทักษะการทำงานตามสายวิชาชีพ การส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI ฯลฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรให้สามารถรองรับสถานการณ์วิกฤตใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     
“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่ตามคำมั่นสัญญา “ทำหน้าที่หลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทย” บนพื้นฐาน DNA องค์กรที่ยึดมั่นว่า “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” คุณอมร กล่าวในที่สุด

OMNIX จัดงานแถลงข่าว ณ Built-in Studio Thailand


OMNIX จัดงานแถลงข่าว ณ Built-in Studio Thailand เพื่อประกาศความร่วมมือในการพัฒนาแพลตฟอร์ม OMNIX — Smart Design OS ซึ่งเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบตกแต่งภายในของไทย และ Opsian Technology สหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศการทำงานแบบใหม่ของวงการตกแต่งภายในในแนวคิด SMART INTERIOR ECOSYSTEM เพื่อช่วยให้การเลือกวัสดุ การจัดทำ BOM/BOQ การออกใบเสนอราคา และการติดตามงาน “สมาร์ทขึ้น เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น” พร้อมประกาศแผน เปิดใช้งานจริงในเดือนพฤษภาคม 2569



คุณภคภพ ช. เจริญยิ่ง | Founder / CEO, OMNIX กล่าวถึงที่มาและความตั้งใจในการพัฒนา OMNIX ว่า “OMNIX เกิดจากโจทย์จริงของงานตกแต่งภายในที่ผมเจอมาโดยตรงจากประสบการณ์ทำงานกว่า 30 ปี เราตั้งใจพัฒนาให้ OMNIX เป็น ‘หัวใจหลัก’ ของการทำงานออกแบบภายใต้แนวคิด SMART INTERIOR ECOSYSTEM ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยออกแบบ แต่เป็นหัวใจของงานตกแต่งภายในทั้งระบบ ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็ว ปิดงานได้เร็ว ทำงานได้มากขึ้น และลดความผิดพลาดที่เกิดซ้ำ ๆ ในโปรเจกต์”

คุณภคภพยังกล่าวเพิ่มเติมว่า OMNIX จะมี Smart AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมืออาชีพ ช่วยให้การทำงาน “ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ้น” แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ทีมทำงานคล่องตัวและตัดสินใจได้ดีขึ้นตลอดโปรเจกต์

Mr. Jay Dastin | Director of Sales, Opsian Technology (USA) 

Mr. Jay Dastin | Director of Sales, Opsian Technology (USA) กล่าวถึงบทบาทของ Opsian และมาตรฐานการทำงานว่า  “Opsian เป็นเบื้องหลังขององค์กรชั้นนำทั่วโลก เราเชี่ยวชาญการพัฒนา AI Automation Systems ที่ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยมาตรฐานการทำงานที่เป็นระบบ วันนี้เราอยากเห็น OMNIX เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะคอยสนับสนุนธุรกิจออกแบบในประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

Mr. Jay ยังกล่าวต่อว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Opsian มีความเชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้นำเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงมั่นใจว่า OMNIX จะเติบโตเป็น Smart Interior Ecosystem ไม่เพียงในประเทศไทย แต่สามารถขยายสู่ระดับสากลได้ในอนาคตอันใกล้

คุณภคภพ ช. เจริญยิ่ง | Founder / CEO, OMNIX 


คุณภคภัค เกตุมะยูร | COO, OMNIX กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ในการบริหารองค์กรระดับมาตรฐานสากลกว่า 20 ปี ได้เล็งเห็นโอกาสที่ นักออกแบบชาวไทยจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงาน Smart ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจะเป็นการอำนวยการเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ของงานออกแบบ ภายใต้คอนเซป Smart Interior Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเจ้าของบ้าน จะเป็นหัวใจของ OMNIX


คุณภาณุเมศวร์ เศรษฐสิริสุนทร | Marketing, Branding & Product Consultant, OMNIX กล่าวว่า OMNIX ถูกออกแบบจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่ “รู้ปัญหาในงานจริง” โดยมีเป้าหมายทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำมากขึ้น พร้อมยืนยันกำหนดการเปิดใช้งานจริงว่า



“OMNIX ถูกพัฒนาโดยคนที่เข้าใจงานออกแบบจริง ๆ เราตั้งใจให้ workflow ของการสเปควัสดุ การทำ BOM/BOQ และการออกใบเสนอราคาเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวัดผลได้ชัดเจน โดยมีแผนเปิดใช้งานจริงใน เดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบสมาชิก (Subscription)”

คุณภาณุเมศวร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างการพัฒนา OMNIX เปิดรับ Pre-Subscription เพื่อให้กลุ่มผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและรับสิทธิพิเศษ โดยมี ส่วนลดมากกว่า 50% และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศงานตกแต่งภายในให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA: @OMNIX

สายสีแดง รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media


สายสีแดง รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media สาขา Mass Transit จากเวที Thailand Social Awards 2 ปีซ้อน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media สาขา Mass Transit 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เข้ารับรางวัล “FINALIST” 1 ใน 5 หน่วยงานที่ถูกคัดเลือกให้เป็น 5 อันดับสุดท้าย ในกลุ่มรางวัล Best Brand Performance On Social Media สาขา Mass transit & Transportation (กลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชน) จากงาน “Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ICONSIAM HALL ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ซึ่งรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำว่ารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เป็นหน่วยงานที่มีการพัฒนาการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการทุกกลุ่มบริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุง พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok
พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เริ่มแล้ววันนี้ !! มหกรรมชี้ช่องรวย “Vending Machine Business”

เริ่มแล้ววันนี้ !! มหกรรมชี้ช่องรวย “Vending Machine Business”  ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชม.  วันที่ 5–8 มี.ค. 69 ณ M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  คาดเงินสะพัด 25 ลบ. 

เริ่มวันนี้วันแรกสำหรับมหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19 “Vending Machine Business – มัดรวมธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องจ้างคนเฝ้าร้าน  ไม่ต้องใช้ทีมบริหารจำนวนมาก  รายได้ต่อยอดเพิ่มไม่จำกัดขยายตามจุดการลงทุน  มีระบบจัดการง่ายผ่านออนไลน์ จัดเต็มพื้นที่หลากหลายแบรนด์ทั้งธุรกิจสะดวกซัก  ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ  ธุรกิจหยอดเหรียญ และธุรกิจบริการ ขนโปรโมชั่นลดแรงรับต้นปี  

อย่าพลาด!! วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ คาดเม็ดเงินสะพัดในงานราว 25 ล้านบาท 

คุณวิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน มหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19“Vending Machine Business – มัดรวมธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “การจัดงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ใน ครั้งที่ 19  ภายในงานพบกับเครื่องทำเงินหลากหลายรูปแบบ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ อาทิ เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องล้างรถอัตโนมัติ เครื่องล้างหมวกกันน็อค ตู้ฝากเหรียญระบบอัตโนมัติ  ตู้กดน้ำแข็ง ตู้ ถ่ายภาพ AI Innovation เทรนด์ใหม่สายโซเชียล ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติรูปแบบใหม่ ที่รองรับทุกโลเคชั่น และนวัตกรรมสร้างรายได้อีกมากมายที่ช่วยให้คุณมี ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง ได้อย่างแท้จริง  ตอบโจทย์ Generation ใหม่ ที่ต้องการสร้างรายได้หลายทาง บริหารจัดการง่ายด้วยระบบอัตโนมัติ ลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวรายได้ระยะยาว  มาจัดแสดงธุรกิจพร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น”  

สำหรับแบรนด์ธุรกิจที่ยกขบวนในงาน มหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ Vending Machine Innovation ในครั้งนี้รวบรวมแบรนด์ชั้นนำน่าลงทุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสะดวกซัก VJ speed queen by VJ Group , Clean Chain, Washenjoy, CleanUp24 Laundry, Trendy Wash, anniewashdry, เครื่องกดน้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่ม Wash World,  , ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ TSR Living Solution, SUN 108,  Veloce vending, แฟรนไชส์เก้าอี้นวด Momu , กาแฟอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงคอฟฟี่,  Farmhouse Vending Machine, CAT Carwash,  ธุรกิจผลิตน้ำแข็ง Master Ice, ตู้น้ำด่างหยอดเหรียญ ALKALINE WATER , เครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติ Coin Dragon, ไบร์โอเชฟ จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า  เป็นต้น

เรามุ่งหวังว่าการจัดงานครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างเงินสร้างอาชีพให้แก่คนไทยในยามที่เศรษฐกิจมีความผันผวนไม่แน่นอนในปัจจุบัน การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อาชีพที่มั่นคง เก็บเกี่ยวผลกำไรระยะยาว และมีระบบช่วยในการบริหารจัดการ น่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่มองหาอาชีพในยุคนี้   จึงขอเชิญชวนมาเดินงานนี้ พูดคุยเจรจาธุรกิจกับเจ้าของตัวจริง ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นจัดเต็มเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  สำหรับงานนี้คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ราว 25 ล้านบาท” คุณวิมลณ์เกศ กล่าวทิ้งท้าย 

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางรายได้ใหม่  วัยเกษียณที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้สร้างเม็ดเงิน  รวมทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจมาเดินงานนี้ มหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19 “Vending Machine Business – ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง จัดเต็มตลอด 4 วัน วันที่ 5–8 มีนาคม 2569  ณ M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 094-915-4624, 062-845-9515
ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าคลิก >> https://forms.gle/zWn5gZZBCYh4VGFc7

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย จัดกิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2569

     วันนี้ (3 มีนาคม 2569) เวลา  19.00 น. ณ โบราณสถานเกาะกลางน้ำ วัดตระพังทอง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2569  โดยมี นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นางสาวณัคนางค์ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 1 นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 3 ดร.พรรณสิริ กุลนาถสิริ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรม



     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย กำหนดจัดกิจกรรม"เวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัย ประจำปี2569 พร้อมการแสดงโขนจาก วิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย ชุด "รามาวตาล" ภายใต้แนวทาง Green Event โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา อันเป็นการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่าเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 


      ภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วยพิธีเวียนเทียนด้วย “ตะคัน” ซึ่งเป็นภาชนะดินเผาใส่น้ำมันสำหรับจุดไฟตามแบบโบราณ สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองมรดกโลกสุโขทัย หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเวียนเทียนได้มีการแสดงดนตรีไทยบรรเลง และการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจรับชมจำนวนมาก

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศูนย์ประชุมฯไคซ์ ขอนแแก่น ติด Top 5 Exhibition Venue ในเวที AMVS รองรับการจัดงานระดับอาเซียนได้อย่างเป็นระบบ

23 กุมภาพันธ์ 2569 , ขอนแก่น — ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น หรือ KICE ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน ASEAN MICE Venue Standard (AMVS) และได้รับการประกาศผลบนเวที ASEAN Tourism Standards Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่องาน ASEAN Tourism Forum 2026 (ATF 2026) ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

สำหรับผลการประเมินประจำปี 2568 KICE ได้รับคะแนนติดอันดับ Top 5 ของประเภท Exhibition Venue จากเกณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการสถานที่ และคุณภาพการให้บริการโดยรวม

การผ่านการรับรองมาตรฐาน AMVS ในครั้งนี้ ทำให้ ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ อยู่ในกลุ่มสถานที่จัดงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับอาเซียนและได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 5 ของประเภท Exhibition Venue ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้จัดงานองค์กรและผู้จัดงานระดับนานาชาติ ทั้งในด้านความพร้อมของพื้นที่จัดงาน ระบบสนับสนุนการจัดงาน และการบริหารจัดการหน้างานอย่างเป็นระบบ


คุณปรมัตถ์ พูลสมบัติ ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจสำนักงาน และ ธุรกิจศูนย์ประชุม และแสดงสินค้า กล่าวว่า ผู้จัดงานในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ขนาดของพื้นที่แต่ให้ความสำคัญกับระบบและทีมงานที่จะช่วยให้งานบรรลุผลลัพธ์ได้จริง การผ่านการรับรองมาตรฐานอาเซียนของ KICE ช่วยให้การตัดสินใจชัดเจนขึ้น เพราะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสถานที่ทั้งในด้านโครงสร้าง การจัดการ และการปฏิบัติงานหน้างาน เราพัฒนา KICE ให้เป็น venue ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดงาน เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถโฟกัสกับเนื้อหาและเป้าหมายของงานได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน KICE ยังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านไมซ์ที่สำคัญของภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) รองรับการจัดงานระดับประเทศและระดับภูมิภาค และเชื่อมโยงผู้จัดงานจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับอาเซียนครั้งนี้จึงช่วยเสริมความมั่นใจให้กับองค์กรและผู้จัดงานที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานซึ่งมีมาตรฐานชัดเจนสามารถคาดหวังคุณภาพการให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ และรองรับการจัดงานสำคัญในระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต  #KICE #ASEANTourismStandardsAwards2026 #ASEANMICEVenueStandard #ATF2026#MICEVenue #GMS


เกี่ยวกับศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ไคซ์ ขอนแก่น
ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ (KICE) เป็นสถาปัตยกรรมทันสมัย ระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดขอนแก่น อันเป็นศูนย์กลางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ ก่อสร้างด้วยระบบหลังคาแบบยาว (Long Span) ทำให้ตัวอาคารแสดงสินค้าปราศจากเสากลาง ภายในอาคารมีพื้นที่ขนาด 7,510 ตร.ม. และภายนอกอาคารมีพื้นที่ 4,680 ตร.ม.

ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการจัดงานแสดงสินค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรหนัก งานประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ งานแต่งงาน ไปจนถึงคอนเสิร์ตของนักร้อง ศิลปินระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี ด้วยศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) ที่กำลังก้าวไปข้างหน้า ทำให้ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์: www.KICE-Center.com



วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปราจีนบุรีเปิดเกมรุก “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล ผนึกทุกภาคส่วนจัด “Prachinburi Wellness Fest 2026”

ปราจีนบุรีเปิดเกมรุก “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล ผนึกทุกภาคส่วนจัด “Prachinburi Wellness Fest 2026” เชื่อม Health & Wellness Economy ของประเทศ

ปราจีนบุรี – 27 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดปราจีนบุรีประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดงาน “มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2 – Prachinburi Wellness Fest 2026” ภายใต้แนวคิด “สุขกาย สบายใจ จากอโรคยาศาลา สู่เมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาสุขภาพ จังหวัดปราจีนบุรี



นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า “จังหวัดปราจีนบุรี เป็น 1 ใน 4 เมืองสมุนไพรต้นแบบของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนทิศทางเชิงนโยบายของจังหวัด ที่มุ่งพัฒนาเมืองสมุนไพรให้เป็นกลไกเศรษฐกิจใหม่ของพื้นที่ สอดรับกับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพของประเทศ และอุตสาหกรรมสมุนไพรที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านเวลเนส ของไทยมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 8% ของ GDP ของประเทศ และติดอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับ ปราจีนบุรี ในฐานะจังหวัดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงเวลเนส ที่เป็นจุดแข็งของเรา ทำให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น และงานครั้งนี้ยังเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี การท่องเที่ยวและกีฬา ททท.นครนายก ตลอดจนภาคเอกชนที่ร่วมจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ซึ่งทำให้ภาพของเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีชัดเจนยิ่งขึ้น”





ด้าน พญ.อรรัตน์ จันทร์เพ็ญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า “Prachinburi Wellness Fest 2026 หรือ มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2 เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา โดยขยายมิติทั้งด้านวิชาการ ด้านบริการสุขภาพด้วยศาสตร์แผนไทย และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนต่อบทบาทของจังหวัดในฐานะผู้นำเมืองสมุนไพร เรามุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้จริง ส่งเสริมการดูแลและป้องกันก่อนป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรที่เข้าถึงง่าย ภายในงานจึงมีทั้งเวทีวิชาการ บริการตรวจรักษา นวดไทยฟรี นิทรรศการความรู้ ลานอาหารพื้นถิ่น สินค้าเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมเวิร์กช็อปสมุนไพรตลอดทั้งวัน สำหรับในงานนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเรียนรู้ด้านสมุนไพรครบทุกจุดไฮไลต์จะได้รับใบประกาศรับรองผ่านการอบรมอีกด้วย”

ขณะที่ พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “อภัยภูเบศรทำหน้าที่ต่อยอดงานเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีมาอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้เราต้องการสะท้อนให้เห็นว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความพร้อมครบวงจร ทั้งองค์ความรู้ การผลิต และเครือข่ายสุขภาพ โดยมี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ งานปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง ‘ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมสมุนไพร ตั้งแต่การปลูกเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ ส่งเสริมการสร้างอาชีพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการจับคู่ธุรกิจ”

นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นในการพัฒนาคนโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพร สู่ภาคประชาชน และเยาวชนผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจภูมิปัญญาไทยและสามารถต่อยอดสู่มาตรฐานสากลได้ในอนาคต และเรายังมองว่า “สมุนไพร” คือหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ภูมิปัญญาเป็นทุนทางวัฒนธรรม และใช้สมุนไพรเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างงานอาชีพด้านสมุนไพรสำหรับผู้ที่สนใจได้อีกด้วย” 



Prachinburi Wellness Fest 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานมหกรรมสุขภาพ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเมืองสมุนไพรเชิงยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพของจังหวัดกับทิศทางการพัฒนาระดับประเทศ และสนับสนุนบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลาง Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคอย่างชัดเจน

Pullman Khon Kaen รีแบรนด์สู่ “The Heritage Grand Khon Kaen” 1 มี.ค.นี้

ยกระดับภาพลักษณ์โรงแรมไอคอนิกคู่เมือง 

โรงแรม Pullman Khon Kaen เตรียมก้าวสู่บทใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์และประสบการณ์การบริการครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงแรมสัญลักษณ์ Iconic Hotel คู่เมืองขอนแก่น ให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตของเมือง ตอกย้ำจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมอีสาน พร้อมจุดแข็งเจาะตลาด MICE ในเขตอีสาน ด้วยห้องคอนเวนชั่นใหญ่ที่สุด จุคนได้มากว่า 1,800 คน, Kronen Brauhaus ต้นตำรับเบียร์แบบไมโครบริวรายแรกในอีสาน และยกเครื่องระบบภายในโรงแรมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็น “โรงแรมสีเขียว” (Green Hotel) 


ดร.สุนทร และดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทน้ำตาลราชบุรี, บริษัท เอส แอนด์ เอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด และผู้บริหารโรงแรม The Heritage Grand Khon Kaen & Convention ได้แถลงถึงการรีแบรนด์ “โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น” ในนามใหม่ “โรงแรม เดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น” ว่า 


“การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อโรงแรม นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป แต่ยังเป็นการปรับตำแหน่งทางการตลาด (Re-positioning) สู่ตลาด MICE ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับปรุง “โครงสร้างหลักของอาคาร”และสะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาโรงแรมให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น และไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพด้านการจัดประชุม สัมมนา และอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 







ทั้งนี้ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มน้ำตาลราชบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานโรงแรมระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข่าวประชาสัมพันธ์

วิริยะประกันภัย โชว์แกร่งฝ่าวิกฤตท้าทายพร้อมเดินหน้ายกระดับบริการอย่างต่อเนื่องตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท

วิริยะประกันภัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือภัยพิ...

โวยวายดอทคอม