วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สหฟาร์ม ตอกย้ำศักยภาพผู้นำอาหารไทยบนเวที THAIFEX 2026

ดันยอดส่งออกโต 100% ใน 3 ปี พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหาร และประมงสู่ตลาดโลก

บริษัท สหฟาร์ม หรือ Saha Farms หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่รายใหญ่ของประเทศไทย ร่วมแสดงศักยภาพในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ทั้งไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มธุรกิจประมง ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยมาตรฐานระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่เข้มข้นมากขึ้น

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด
เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของสหฟาร์มยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากปี 2565 บริษัทมียอดส่งออกอยู่ที่ 110,000 ตัน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ตัน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หรือเติบโตถึง 100% สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกและไก่แช่แข็งของสหฟาร์มได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายช่วงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเกินกำลังการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คุณภาพการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคา แต่เรื่องคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สหฟาร์มจึงเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” ดร.จารุวรรณ กล่าว




สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 สหฟาร์มยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครืออย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านการเงิน การกำกับดูแลภายในองค์กร และการพัฒนาทีมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง

ตลอดปี 2568 ผลประกอบการของสหฟาร์มสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขาย รายได้ และผลกำไรในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และแนวทางการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้แนวทางการบริหารที่ยึดมั่นในความมั่นคง โปร่งใส และการเติบโตระยะยาว สหฟาร์มยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“สหฟาร์มยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าอาหารคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.จารุวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจประมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอาหารที่อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของสหฟาร์ม และได้รับการสานต่อโดย ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดโปรตีนคุณภาพและอาหารแห่งอนาคตในตลาดโลก

โดยเฉพาะ “ปลานิล” ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าศักยภาพใหม่ หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาดุกยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


สำหรับผลิตภัณฑ์ปลานิล กลุ่มธุรกิจประมงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสายพันธุ์ และการควบคุมมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติดี และได้มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร รองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบปลาสด แช่แข็ง และสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพน้ำ อาหารสัตว์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมมองโอกาสในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมในอนาคต

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพของสหฟาร์มในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพระดับสากล พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการต่อยอดธุรกิจอาหารและโปรตีนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วิริยะประกันภัย ชูแนวคิด “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี”

พร้อมเคียงข้างสังคมไทย ร่วมส่งต่อกำลังใจให้ทุกบทบาท

     นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Choojai and friends นำโดย นายไพรัช เอื้อผดุงเลิศ Co-Founder & Executive Creative Director และ อัตต้า - นายอัตตา เหมวดี ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์ จาก บริษัท ATTAh FILM ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนคุณค่าของการ “ทำหน้าที่” ผ่านมุมมองชีวิตของผู้คนหลากหลายบทบาทในสังคม โดยมุ่งหวังว่าแคมเปญโฆษณานี้ จะเป็นพลังบวกที่ช่วยส่งต่อกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลังในทุกวัน เช่นเดียวกับวิริยะประกันภัย ที่ยึดมั่นในหน้าที่ของการเป็นหลักประกันความเสี่ยงภัย ดูแลเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ณ โรงภาพยนตร์ One Ultra Screen อาคาร Parade One Bangkok


     สำหรับ แคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวิริยะประกันภัย ในการขับเคลื่อนการสื่อสารองค์กรผ่านแนวคิดที่สร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจแก่สังคม สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ภายใต้หลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” อันเป็นแนวทางที่ยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดระยะเวลา 79 ปี ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ในฐานะผู้รับประกันความเสี่ยงให้กับผู้คนในสังคม พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมและเกิดความอุ่นใจในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหลากหลายมิติ โดยเชื่อมั่นว่า การ “ทำหน้าที่” ของตนเองอย่างเต็มกำลังในทุกบทบาท คือหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

พันธมิตรระดับโลก: Dreame Technology ประกาศแต่งตั้ง คริสเตียโน โรนัลโด เป็น Global Ambassador คนล่าสุด

ภายใต้แนวคิด 'Dreame to Win' ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้นิยามความหมายใหม่ของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม ผ่านความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ วินัย และความสมบูรณ์แบบที่แบรนด์กับนักกีฬาต่างยึดถือร่วมกัน

กรุงเทพฯ 26 พฤษภาคม 2569 – ดรีมมี เทคโนโลยี (DREAME Technology) ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและระบบสมาร์ทโฮมระดับแนวหน้าของโลก ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญกับ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) ตำนานนักฟุตบอลระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท โดยเป็นการสานพลังระหว่างนักกีฬาที่มีชื่อเสียงด้านวินัยและความมุ่งมั่นที่สุดในโลก มาร่วมเดินทางกับแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาด้านเทคโนโลยีและคุณภาพอย่างไม่หยุดยั้ง

การแต่งตั้ง Global Ambassador ในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของ Dreame ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์อย่างแท้จริงในเวทีโลก หลังจากขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมมอเตอร์ความเร็วสูงและระบบ AI ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จนก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานของอุตสาหกรรมระดับโลก ความร่วมมือนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ Dreame ในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์อย่างแท้จริง

สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้คือ ค่านิยมที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน เนื่องจากในสนาม คริสเตียโน โรนัลโด สร้างชื่อเสียงระดับโลกจากวินัยอันเข้มแข็ง ความอดทน และความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงดีเอ็นเอของ Dreame ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาประสบการณ์ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ความสอดคล้องของแนวคิดและเป้าหมายนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ที่หลอมรวมความเป็นเลิศทั้งในโลกกีฬาและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คริสเตียโน โรนัลโด กล่าวว่า “ผมมองหาพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จและความทุ่มเทเหมือนกับผม Dreame เป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและมอบประสิทธิภาพระดับสูง ช่วยให้ชีวิตสะดวกและง่ายขึ้น ผมรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Dreame และสนับสนุนภารกิจของพวกเขาในการเป็นผู้นำระดับโลก’’ “Dreame to Win” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตอัจฉริยะ

แนวคิด “Dreame to Win” คือหัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ที่ผสานแนวคิดแห่งชัยชนะในระดับโลกเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตอัจฉริยะให้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันให้ผู้คนก้าวไปสู่ความสำเร็จและความสำเร็จในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

นายคอล์ม ชาง ประธานระดับโลกของ Dreame กล่าวว่า “การร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการตลาด แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่างผู้นำด้านเทคโนโลยีกับบุคคลระดับโลก เรามองเห็นพลัง จุดแข็ง และวิสัยทัศน์ระยะยาวที่สอดคล้องกัน จิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นและความเป็นเลิศของ คริสเตียโน โรนัลโด สอดรับกับพันธกิจของเราในการนำอุตสาหกรรมและสร้างอิทธิพลเชิงบวกผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์อนาคตให้กับผู้คนทั่วโลก”

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Dreame จะนำภาพลักษณ์ของ คริสเตียโน โรนัลโด มาใช้กับผลิตภัณฑ์ในทุกหมวดหมู่ เพื่อตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการยกระดับไลฟ์สไตล์ให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพสูง โดยผสานอิทธิพลในระดับโลกของ โรนัลโด เข้ากับเทคโนโลยีของ Dreame เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน “Dreame to Win” ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในระบบนิเวศอัจฉริยะของ Dreame ได้แก่ โซลูชันทำความสะอาดอัจฉริยะทั้งภายในและภายนอก

เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ระบบสมาร์ต

ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล

เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็ก

นายไคสัน เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าทีมประเทศไทย กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของ Dreame ในการก้าวข้ามขีดจำกัดผ่านนวัตกรรมคือสิ่งที่เราเชื่อมั่นอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าการผสานพลังของวินัยและเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์และแนวคิดแห่งชัยชนะสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคนได้”

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือและผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Dreame ได้ที่
Dreame Website, shopee, lazada, และ tiktok 

“KCG เปิดกลยุทธ์การจัดทัพองค์กรตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค” มุ่งมั่นสร้าง “นวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน”

“KCG เปิดกลยุทธ์การจัดทัพองค์กรตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค” มุ่งมั่นสร้าง “นวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน” ตอกย้ำการเป็น "Trusted Provider" ผู้นำธุรกิจอาหาร พร้อมยกระดับสู่ Regional Player

บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ ประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญในงาน THAIFEX Anuga Asia 2026 เสริมแกร่งความเป็นผู้นำด้านการดำเนินธุรกิจโดยมียอดขายในปี 2568 กว่า 8.6 พันล้าน เติบโต 11.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วย Market share อันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนย และชีส นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (KCG Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำผลักดันให้เกิด “นวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน” ตอกย้ำการเป็น “Trusted Provider” พันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในอุตสาหกรรมอาหารทั้งในกลุ่มธุรกิจ B2B และ B2C พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาค (Regional Player) อย่างเต็มภาคภูมิ

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า “ความสำเร็จของ KCG ในปีที่ผ่านมาสะท้อนผ่านการเติบโตทางธุรกิจ ดังนี้

● ผลประกอบการปี 2568 ที่สร้างสถิติ New High ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีรายได้จากการขายถึง 8,645.5 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 11.6% โดยมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน

● ผู้นำตลาดเนยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีซ้อน ภายใต้แบรนด์ Allowrie อีกทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ (FBI) อาทิ แบรนด์ Imperial และแบรนด์อื่นๆ ในเครือ ติดอันดับ Top 5 ในตลาด มุ่งเน้นการเป็น Seamless Solution Provider สำหรับผู้ประกอบการ B2B รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต (Biscuits) ที่เป็น 1 ใน 5 แบรนด์ที่ครองใจคนไทย โดยมี “อิมพีเรียล” เป็นแบรนด์เรือธงด้วยสินค้าคุกกี้กล่องแดง”

ไม่เพียงแค่ความสำเร็จในปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของ KCG เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2016–2025) คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนี้

● บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง มีรายได้เป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Consecutive Growth) แม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของกำไรอยู่ที่ประมาณ 12-15% ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (KCG Value Chain) ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีแบรนด์ “Allowrie” (อลาวรี่) ครองตำแหน่งผู้นำตลาดเนยอันดับ 1 มากว่า 10 ปี


*No.1 Allowrie Butter นาน 10 ปี ในช่องทาง B2C ข้อมูลจาก NIQ
เพื่อให้เป้าหมาย “ความสุขอย่างยั่งยืน” เกิดขึ้นได้จริง KCG จึงมุ่งเน้นการจัดทัพทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่าน “ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (KCG Value Chain)” เพื่อ Synergy หรือรวมพลังของทุกภาคส่วนให้สอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งการผสานศักยภาพนี้จะช่วยให้ทุกฟันเฟืองของธุรกิจขับเคลื่อนไปได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์ทั้งกลยุทธ์การเติบโต และการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยร้อยเรียงผ่าน 5 กิจกรรมหลัก คือ

1.การจัดหาวัตถุดิบหลัก และสินค้า (Raw Material & Trading Goods Sourcing)

2.การผลิต (Operations)

3.การจัดการคลังสินค้า การจัดส่ง และกระจายสินค้า (Warehouse Distribution & Logistics)

4.การตลาดและการขาย (Marketing & Sales)

5. การเป็นพันธมิตรผู้สร้างสรรค์โซลูชันเบเกอรีและอาหารอย่างครบวงจร (Seamless Solution Provider)

นายดำรงชัย กล่าวต่อว่า “การมีห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (KCG Value Chain) ที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญที่ตอกย้ำการเป็น “Trusted Provider” ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดจากการนำเสนอโซลูชั่นให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นสถานะที่เราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับการมอบให้จากความไว้วางใจของพันธมิตรด้วยผลงานที่สร้างมาอย่างยาวนาน ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ และ KCG มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาคให้ได้” หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่การเป็น “Trusted Provider” คือ

1.การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับสากลในกลุ่มธุรกิจ B2B
เน้นการสร้างพันธมิตรระยะยาวกับพาร์ทเนอร์ด้วยจรรยาบรรณการรักษาความลับทางการค้าและไม่ผลิตสินค้าแข่งกับคู่ค้า ผสานกับการช่วยคู่ค้าศึกษาอินไซต์เชิงลึกจนเกิดเป็น Success Stories ในตลาดโฟกัสหลักอย่าง เวียดนาม ที่เราปรับรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ Imperial Cookies ให้พรีเมียมถูกปากคนท้องถิ่น พร้อมปรับ Packaging ให้มีความหรูหรา เหมาะสำหรับการมอบ เป็นของขวัญ ส่งผลให้ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด และ ญี่ปุ่น ที่เราเน้นการพัฒนาสินค้าร่วมกับคู่ค้า ทั้งสูตรและขนาดตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล พร้อมดูแลหลังการขายเพื่อเติบโตไปกับคู่ค้า รวมถึงโอกาสสำคัญในตลาดมีความต้องการสินค้ากลุ่ม ผลิตภัณฑ์จากนม (Dairy Products) สูงอย่าง ฟิลิปปินส์ ที่นิยมรสชาติที่มีความ Creamy ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดเนยและชีสแบรนด์ Allowrie

2.การเปลี่ยนผ่านสู่ผู้ส่งมอบไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจ B2C
เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตสู่การเป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมอาหารที่เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภค ผ่านการสร้างสรรค์โซลูชันที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมือง (Urban Lifestyle Solutions) ควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมเพื่อส่งมอบสุขภาพที่ดี (Health & Wellness Innovation) พร้อมยกระดับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเข้าถึงใจผู้บริโภคทั่วภูมิภาคอาเซียน (Brand Building Across ASEAN Markets) โดยมุ่งยกระดับแบรนด์หลักของบริษัทให้เติบโตในระดับภูมิภาค ผ่านการสร้าง Brand Awareness และ Consumer Engagement ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ภายใต้แนวคิด “Global Quality with Local Relevance”

3.การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค (Regional Player)
การก้าวข้ามจากผู้นำในประเทศสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ (From Local Leader to Regional Player) คือหัวใจหลักของเป้าหมายในอนาคตที่ KCG มุ่งมั่นขับเคลื่อน โดยเราตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในฐานะผู้นำที่ได้รับการยอมรับด้วยผลประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA พร้อมเดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 เพื่อพิสูจน์ถึงความตั้งใจในการส่งมอบความสุขที่ยั่งยืนจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสาร หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/kcgcorporation , www.kcgcorporation.com/

#KCG #KCGCorporation #KCGมีดีมากกว่าคุกกี้กล่องแดง #Thaifex

CP LAND ส่ง ‘bedZ’ รุกตลาดโรงแรมทำเลศักยภาพทั่วไทย


CP LAND ส่ง ‘bedZ’ รุกตลาดโรงแรมทำเลศักยภาพทั่วไทย ผนึกพันธมิตรในเครือสร้าง Value – Per - Experience ครบวงจรกิน-เที่ยว-พัก ประเดิมแห่งแรกที่ชลบุรี

26 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพฯ – บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าขยายธุรกิจ Hospitality เปิดตัว “bedZ” (เบดซ์) โรงแรม Mid-Scale Lifestyle แบรนด์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Comfy bedZ, Happy GuestZ” ชูกลยุทธ์สร้าง “Value – Per – Experience” เชื่อมโยงประสบการณ์กิน-เที่ยว-พัก ผนึกพันธมิตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทำเลและคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์อย่าง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านทำเลศักยภาพและคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อรองรับการพัฒนาโรงแรมในหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ประเดิมแห่งแรก “bedZ Hotel Banbueng” (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) จังหวัดชลบุรี บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่และกลุ่ม Bleisure ที่มองหาความสะดวกครบจบในจุดเดียว

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “การเปิดตัว bedZ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดธุรกิจโรงแรม ด้วยกลยุทธ์ Strategic Synergy ภายในเครือซีพี เพื่อพัฒนา “Value – Per - Experience” ความคุ้มค่าที่ไม่ได้วัดด้วยราคา แต่ด้วยความหมายของทุกประสบการณ์ที่ได้รับ เปลี่ยนเวลาของการเดินทางให้เป็นกำไรของชีวิต ผ่านประสบการณ์การ กิน-เที่ยว-พัก ให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ รีเทล และบริการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักให้ครบวงจรยิ่งขึ้น”
“ความร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการขยายธุรกิจโรงแรมของ bedZ โดยซีพี แอ็กซ์ตร้าจะเข้ามามีบทบาทในการร่วมแนะนำและคัดเลือกทำเลศักยภาพสูง (The Best Location) สำหรับการพัฒนาโรงแรม เชื่อมต่อกับ แม็คโคร-โลตัส ที่ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้ bedZ สามารถพัฒนาโรงแรมในทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทาง การใช้ชีวิต และความสะดวกสบายของผู้เข้าพักและนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยสร้าง Ecosystem ด้านไลฟ์สไตล์และรีเทลที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร”


“เราเชื่อว่าโมเดลนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ CP LAND ในการพัฒนา Hospitality Platform ที่สามารถเติบโตต่อยอดไปยังหัวเมืองศักยภาพทั่วประเทศในอนาคต” คุณกีรติ กล่าวเสริม

ด้าน คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND กล่าวว่า “bedZ Hotel Banbueng (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) ถูกพัฒนาขึ้นบนทำเลย่านธุรกิจสำคัญของอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยโรงแรมตั้งอยู่ติดกับ Lotus’s บ้านบึง และใกล้ Makro บ้านบึง ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์ ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ภายในระยะเดินถึง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางและคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้ชีวิต
เป้าหมายของ bedZ คือการสร้างประสบการณ์เข้าพักที่ ‘‘Comfy bedZ, Happy GuestZ’’ พร้อมยกระดับโรงแรมระดับ Mid-Scale ทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมทุกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ อาทิเช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, แม่สอด, เลย, กาญจนบุรี, เขาใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต เป็นต้น
และเมื่อผสานรวมกับประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับ (Quality Sleep) บนเตียงนอนขนาดใหญ่พิเศษ 7 ฟุต พร้อมชุดหมอนหนานุ่มคุณภาพพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเพื่อส่งมอบความสุขในทุกมิติ รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วย Smart TV ขนาดใหญ่ 55 นิ้วในทุกห้องพัก ที่รองรับความบันเทิงระดับโลก อาทิ Netflix และ YouTube พร้อมระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (High-Speed Wi-Fi) ที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ นอกจากนี้ห้องน้ำยังได้รับการออกแบบด้วยฟังก์ชันที่ลงตัว แยกสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าพักสามารถใช้งานพร้อมกันได้อย่างคล่องตัว


ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางถูกรังสรรค์ให้เป็น Co-working Space สำหรับการทำงานในบรรยากาศผ่อนคลาย รวมถึงคาเฟ่ที่นำเสนอประสบการณ์ท้องถิ่น (Local Experience) และวิถีชีวิตชุมชน (Local Lifestyle) ของอำเภอบ้านบึง มาถ่ายทอดและตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ตลอดจนโซนสันทนาการที่มีโต๊ะเกมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เราจึงเชื่อมั่นว่าที่นี่จะเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่จะส่งมอบความสุขและความอบอุ่นเป็นกันเองให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่าน
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ bedZ ในการสร้างสรรค์มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม ที่ผสานรวมความสะดวกสบายด้านการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์เข้ากับการพักผ่อนได้อย่างลงตัว โดยมีกำหนดการทยอยเปิดตัวความร่วมมือในแต่ละพื้นที่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเครือข่ายโรงแรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เข้าพักในทุกมิติอย่างแท้จริง


กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูพลัง “ครูบัญชีอาสา” กว่า 6,000 คน เป็นโซ่ข้อกลางยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ครูบัญชีอาสา” ดึงเกษตรกรสอนเกษตรกร น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน พร้อมนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชัน SmartMe Plus แบบสั่งการด้วยเสียงมาใช้ หวังขยายเครือข่ายสู่อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นางพิศมัย อรรถธรรมสุนทร รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการครูบัญชีอาสาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เพื่อสนับสนุนโครงการพักชำระหนี้ของรัฐบาลในขณะนั้น โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแนวคิดริเริ่มให้เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำบัญชีมาเป็นผู้สอนเกษตรกรด้วยกันเอง เนื่องจากมีความเข้าใจในวิถีชีวิตการทำเกษตรอย่างถ่องแท้ สามารถอธิบายและถ่ายทอดความรู้ได้ชัดเจนตรงจุด ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนครูบัญชีอาสากว่า 6,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งมีการจัดระดับความสามารถเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ C ในฐานะผู้ช่วยครูบัญชี ระดับ B วิทยากรผู้ช่วย และระดับ A วิทยากรหลัก โดยจะมีการทบทวนและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้สามารถลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร นักเรียน ตลอดจนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้จัดสัมมนาครูบัญชีอาสาระดับประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน พร้อมรับมอบนโยบายจากรัฐบาลไปถ่ายทอดต่อสู่เกษตรกรในภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้ครูบัญชีอาสาเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ รวมถึงการแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกลบนดอย โดยการสร้างครูบัญชีที่สามารถสื่อสารภาษาถิ่นได้ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการทำบัญชี รู้จักต้นทุน ค่าแรงงาน และประเมินกำไรขาดทุนของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจวางแผนการผลิตและการปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสม

ความสำเร็จของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัด โดยตั้งแต่ปี 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาที่ผ่านการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้มาจัดทำเป็นหนังสือเผยแพร่เป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2569 นี้ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดแพร่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายสัญญา หิรัญวดี เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดภูเก็ต รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายเกรียงศักดิ์  นุ้ยสี  เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดตรัง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ นายไพทูลย์ อินหา เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งทั้ง 4 ท่านถือเป็นสุดยอดผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านการจัดทำบัญชี การถ่ายทอดความรู้ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยต่อไป

"ถ้าเราได้จดบันทึกบัญชี เราจะเห็นออกมาเป็นตัวเงิน ทำให้เรารู้ว่าในแต่ละฤดูกาลผลิตเรามีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พืชแต่ละชนิดปลูกแล้วมีกำไรไหม อันนี้คือความสำคัญที่ทำให้เกษตรกรนำตัวเลขตรงนี้ไปพิจารณาว่าควรจะปลูกพืชชนิดนั้นต่อไปหรือไม่ และช่วยให้วางแผนการผลิตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณครูบัญชีอาสาทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือเป็นวิทยาทานให้ความรู้กับเกษตรกร ทำให้เป็นโซ่ข้อกลางที่สามารถนำนโยบายของรัฐบาลไปถ่ายทอด และช่วยกระตุ้นให้เพื่อนเกษตรกรได้จัดทำบัญชี สร้างวินัยทางการเงินทางอ้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเงินออม และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ห่างไกลและการเข้าถึงเทคโนโลยี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน SmartMe Plus สำหรับจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ที่มีความพิเศษคือรองรับ “การสั่งการด้วยเสียง” ครอบคลุมทั้งภาษากลางและภาษาถิ่น ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรสูงวัยที่ไม่ถนัดการพิมพ์ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้จัดสัมมนาครูบัญชีอาสาระดับประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน พร้อมรับมอบนโยบายจากรัฐบาลไปถ่ายทอดต่อสู่เกษตรกรในภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้ครูบัญชีอาสาเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ รวมถึงการแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกลบนดอย โดยการสร้างครูบัญชีที่สามารถสื่อสารภาษาถิ่นได้ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการทำบัญชี รู้จักต้นทุน ค่าแรงงาน และประเมินกำไรขาดทุนของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจวางแผนการผลิตและการปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสม

ความสำเร็จของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัด โดยตั้งแต่ปี 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาที่ผ่านการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้มาจัดทำเป็นหนังสือเผยแพร่เป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2569 นี้ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดแพร่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายสัญญา หิรัญวดี เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดภูเก็ต รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายเกรียงศักดิ์  นุ้ยสี  เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดตรัง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ นายไพทูลย์ อินหา เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งทั้ง 4 ท่านถือเป็นสุดยอดผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านการจัดทำบัญชี การถ่ายทอดความรู้ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยต่อไป

"ถ้าเราได้จดบันทึกบัญชี เราจะเห็นออกมาเป็นตัวเงิน ทำให้เรารู้ว่าในแต่ละฤดูกาลผลิตเรามีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พืชแต่ละชนิดปลูกแล้วมีกำไรไหม อันนี้คือความสำคัญที่ทำให้เกษตรกรนำตัวเลขตรงนี้ไปพิจารณาว่าควรจะปลูกพืชชนิดนั้นต่อไปหรือไม่ และช่วยให้วางแผนการผลิตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณครูบัญชีอาสาทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือเป็นวิทยาทานให้ความรู้กับเกษตรกร ทำให้เป็นโซ่ข้อกลางที่สามารถนำนโยบายของรัฐบาลไปถ่ายทอด และช่วยกระตุ้นให้เพื่อนเกษตรกรได้จัดทำบัญชี สร้างวินัยทางการเงินทางอ้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเงินออม และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ห่างไกลและการเข้าถึงเทคโนโลยี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน SmartMe Plus สำหรับจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ที่มีความพิเศษคือรองรับ “การสั่งการด้วยเสียง” ครอบคลุมทั้งภาษากลางและภาษาถิ่น ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรสูงวัยที่ไม่ถนัดการพิมพ์ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

สำหรับทิศทางในอนาคต กรมฯ ได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเตรียมขยายเครือข่ายครูบัญชีอาสาไปยังกลุ่ม "อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)" เพื่อให้สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ครอบคลุมทุกตำบลและทุกพื้นที่มากยิ่งขึ้น

“ต้องขอขอบคุณคุณครูบัญชีอาสาทุกท่าน ที่ได้ช่วยเหลือเป็นวิทยาทานให้ความรู้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรหลายท่านรู้จักนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ แก้ปัญหาหนี้สิน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับปรุงอาชีพของตนเอง ทั้งนี้ อยากเชิญชวนให้เกษตรกรทุกท่าน รวมถึงเยาวชน ได้ฝึกฝนการจดบันทึกบัญชี เพื่อให้ทราบถึงรายรับ รายจ่าย และเงินออมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการสร้างวินัยทางการเงินทางอ้อม และฝึกให้เราเป็นผู้วางแผนการเงินเพื่อพัฒนาชีวิต รองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ต่อไปในอนาคตค่ะ” นางพิศมัย กล่าวทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

4 องค์กรหลัก ผสานความร่วมมือ หนุนท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ “สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร”


จังหวัดสุโขทัย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท.) สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “สุขทันที...

ที่เที่ยวสุโขทัย กำแพงเพชร” ระหว่างวันที่ 19 - 22 พฤษภาคม 2569  นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยววัยเก๋ากว่าห้าสิบชีวิตลงพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน พร้อมส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองมรดกโลกและเมืองน่าเที่ยวของภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของเมือง ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน 

นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ภาพรวมเชิงนโยบายของจังหวัดสุโขทัย ทางด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายในการพัฒนาจังหวัดโดยมุ่งไปสู่คำที่เรียกว่า “สุโข สุขี ที่สุโขทัย” ส่วนหนึ่งที่เป็นนโยบายสำคัญคือเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยมีเอกลักษณ์ ประเพณีที่โดดเด่น มีศิลปะ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าค้นหา 

นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งคือ การสืบสาน รักษา ต่อยอด ความเป็นมรดกโลก เพื่อสร้างอาชีพ สร้าง คุณค่าและสร้างรายได้ให้กับคนที่นี่ วันนี้หน่วยงานที่จะเป็นกำลังหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย เรามีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ผู้จัดการอพท. สุโขทัย มาผนึกกำลังกัน รวมทั้งการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ร่วมกันในการบูรณาการในการส่งเสริมกิจกรรม  


ในส่วนของจังหวัดไม่อยากให้จังหวัดสุโขทัยมีแค่การท่องเที่ยวลอยกระทงอย่างเดียว อยากให้มีกิจกรรมตลอดปี ท่านผู้ว่าฯ ก็ได้สนับสนุนให้แต่ละอำเภอมีกิจกรรมให้มากที่สุด นโยบายอย่างหนึ่งคือ ทุกอำเภอต้องไปหางานดี งานอีเวนท์ที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละอำเภอ  ตรงนี้สอดคล้องกับนโยบายของกรมการปกครอง ที่ให้แต่ละอำเภอทำโครงการนายอำเภอพาเที่ยว เป็นภาพในการดำเนินการเชิงนโยบาย 

ส่วนของกิจกรรมก็อยากให้เกิดทุกช่วง แม้หน้าฝนเอง เดือนนี้ก็มีสองกิจกรรม วันที่ 7 มิถุนายน มีการวิ่งเทรลครั้งที่ 3 ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมืองมรดกโลก และวันที่ 11  มิถุนายนเป็นการเปิดเขาหลวง 



ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร (ททท.)เปิดเผยว่า ในส่วนของททท.เอง ดูแลด้านการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างชาติ จะเห็นว่าจังหวัดสุโขทัยมีความน่าสนใจ เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวล้านกว่าคน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นจังหวัดสุโขทัยทั้งเก้าอำเภอ มีแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ทั้งอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีมาตรฐาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอขายกับนักท่องเที่ยวได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 




พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท. ) เปิดเผยว่า อพท.ประกาศพื้นที่นี้เป็นพื้นที่พิเศษที่ทำงานตั้งแต่ต้นน้ำกับกลางน้ำ อพท. ไปเตรียมศักยภาพชุมชนโดยผ่านเครื่องมือที่เป็นรางวัลต่าง ๆ ที่ทำประสบความสำเร็จมาแล้วคือ การขับเคลื่อนเมืองสุโขทัยจากเมืองมรดกโลก มรดกความทรงจำ จนได้รับรางวัลเมืองสร้างสรรค์ ทางด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน นับเป็นหนึ่งในเก้าเมืองของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลจากยูเนสโก นอกจากนี้เราต่อยอดเมืองที่เรียกว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการเสนอเข้ารับเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของโลก หรือ Learning City  



รางวัลต่างๆ เป็นตัวชี้วัดในการพัฒนาท้องถิ่นหรือเป็นเข็มทิศในการพัฒนาเมืองของเรา ผ่านมิติของการทำการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวที่สำคัญคือการทำท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นในสุโขทัย เกิดขึ้นจากแรงบันดาลไทย หรือแรงบันดาลใจของความเป็นคนสุโขทัย พร้อมยินดีต้อนรับในฐานะเป็นเจ้าบ้านที่ดี



นางวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) กล่าวว่า  หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามต่าง ๆ ออกไปให้เป็นที่รู้จัก พี่น้องคนไทยเองรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วโลก เราภูมิใจกับผืนแผ่นดินไทยทุกที่ โดยเฉพาะวันนี้เรามาที่จังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชร เพื่อที่จะประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของที่นี่ 





โดยนำคณะกรรมการบริหารชมรม ฯ สมาชิกสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเก๋า เดินทางร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัด ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และธรรมชาติ”





ตลอดเส้นทางการเดินทาง คณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร อุทยานแหล่งมรดกโลกอันทรงคุณค่า ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตลาดท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่ยังคงเอกลักษณ์ของชาวสุโขทัยและกำแพงเพชรไว้อย่างงดงาม พร้อมร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อแขนงต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยในช่วง Green Season


กิจกรรมในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย

#สุขทันทีที่เที่ยวสุโขทัยกำแพงเพชร
#ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว​
#ชสท #อพท​ #AmazingThailand
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุโขทัย
#จังหวัดสุโขทัย #จังหวัดกำแพงเพชร

ข่าวประชาสัมพันธ์

สหฟาร์ม ตอกย้ำศักยภาพผู้นำอาหารไทยบนเวที THAIFEX 2026

ดันยอดส่งออกโต 100% ใน 3 ปี พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหาร และประมงสู่ตลาดโลก บริษัท สหฟาร์ม หรือ Saha Farms หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออก...

โวยวายดอทคอม