วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026”

คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน


นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมผลงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือ ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์จากทั่วประเทศ ให้ได้นำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอสู่สาธารณชน สะท้อนพลังของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานราก ช่างฝีมือ และธุรกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิตไทย โดยภายในงานปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากถึง 380 รายจากทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มช่างหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่นำเสนอผลงานและคอลเลกชันสร้างสรรค์ร่วมสมัย


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SACIT กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งช่วยปกป้องคุณค่าของงานฝีมือไทย ทั้งของช่างฝีมือดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ

“กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อช่วยต่อยอดฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการทำตลาดและขยายช่องทางการขาย เพื่อให้ผู้มีฝีมือและผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว

ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีได้เยี่ยมชมบูธและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน อาทิ กระเป๋านวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ผสมเส้นใยไหม รวมถึงผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ร่วมสมัยหลากหลายประเภท โดยภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากผู้ผลิตไทย หน่วยงานพันธมิตร และผลงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ สะท้อนความหลากหลายของงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งาน Crafts Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ SACIT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนบทบาทการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก ผ่านการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับฝีมือช่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี

Crafts Bangkok 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Craft Journey” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยทักษะฝีมือช่าง สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การเปิดตัวคราฟต์คอลเลกชันพิเศษในรูปแบบ “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift)
ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรและผู้ที่มองหาของที่ระลึกระดับมาสเตอร์พีซ พื้นที่เรียนรู้และต่อยอดคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ คราม ฮ่อม หวาย กก กระจูด เตยปาหนัน และสีย้อมธรรมชาติ การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ เช่น Pigment Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงผลงานจากตุรกี โคลอมเบีย และมาเลเซีย ตลอดจนผลงานวิจัยที่ SACIT ให้ทุนสนับสนุน อาทิ งานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ นวัตกรรมเครื่องปั่นฝ้ายเพื่อสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม พร้อมติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล


ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงกว่า 380 ราย การจัดแสดงผลงาน SACIT Concept 2026, SACIT Collection และ The New Artisans 2026 รวมถึงกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ อาทิ งานเขียนเทียน ร้อยลูกปัดโนราห์ สานกำไลย่านลิเภา การเขียนลายรดน้ำ และโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน


ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย พร้อมสัมผัสความคิดสร้างสรรค์และ

แรงบันดาลใจจากผลงานคราฟต์ไทย ในงาน “Crafts Bangkok 2026” ระหว่างวันที่ 3–7 มิถุนายน 2569
เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook: SACIT Shop

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ชวนถอดรหัส “ข่าวร้อน” ผ่านมิติอำนาจ ความจริง และแพลตฟอร์ม ในสังคมดิจิทัลไทย

กรุงเทพฯ — 5 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ถอดรหัสปรากฏการณ์ข่าวร้อน: อ่านความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่าน ‘อำนาจ-ความจริง-แพลตฟอร์ม’ ในนิเวศสื่อไทย” 

ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30–15.00 น. ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ ชั้น 11 

เวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งชวนสาธารณชนก้าวข้ามการติดตามข่าวรายวัน และมองลึกลงไปถึงโครงสร้างทางสังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ข่าวสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีการไลฟ์อนาจารบนเฟซบุ๊ก ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับ “ทราย สก๊อต” หรือข้อกล่าวหาเรื่องการรับสินบนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ 

ผู้ร่วมเสวนาจะร่วมกัน “กะเทาะเปลือก” ข่าวดังในกระแส เพื่อชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์เหล่านี้มิใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่สะท้อนถึงภูเขาน้ำแข็งแห่งความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง การต่อรองอำนาจ และการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ใช้สื่อ สื่อมวลชน แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก และรัฐไทย ภายใต้นิเวศสื่อร่วมสมัย 

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย 

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

ศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม 

อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีการกระจายสื่อ ไทยพีบีเอส 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact Thailand 

การเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ICA Regional Hub Thailand 2026 การประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีครั้งที่ 76 ของ International Communication Association (ICA) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการสื่อสาร สื่อ และสังคมจากมุมมองของเอเชียสู่เวทีโลก 

งานดังกล่าวจัดโดย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Asian Network for Public Opinion Research (ANPOR) และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: เว็บไซต์ทางการ ICA https://www.icahubthailand.org/
ติดต่อ ฝ่ายงานวิจัย วิรัชกิจและเชื่อมโยงสังคม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย  

โทรศัพท์: 02-218-2214 และ 02-218-2229 
อีเมล: commarts.interaffairs@gmail.com

สหฟาร์มโชว์ศักยภาพอาหารไทยระดับโลก ต้อนรับนายก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เยี่ยมชมบูธ THAIFEX 2026

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ   “สหฟาร์ม” โดยมีดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท สหฟาร์ม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและนวัตกรรมการผลิตมาตรฐานระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก ภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569

ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัดร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทย

นำนวัตกรรม "Eyetronix" ให้บริการตรวจคัดกรองสมองเสื่อมฟรี ในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  3 มิถุนายน 2569 บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้เข้าร่วมให้บริการด้านสุขภาพสมองเบื้องต้นในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ ที่จัดโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพประชาชน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกองทัพและหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเป็นเกียรติอย่างพร้อมเพรียง


ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในฐานะสถาบันหลักของชาติที่มีพันธกิจพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกิจกรรมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดยบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้รับโอกาสอันเป็นเกียรติในการนำนวัตกรรมเครื่องตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น "Eyetronix" ออกให้บริการแก่ประชาชนและกำลังพลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยทีมไทย ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย และบริษัทฯ ถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง

แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับกองทัพไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง กองทัพมีโครงสร้างและเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการกระจายโอกาสการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองให้ถึงมือผู้สูงอายุทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล"

เครื่อง Eyetronix สามารถประเมินความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ชะลอความรุนแรงของโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แนะนำเทคโนโลยี "Neurosight" นวัตกรรมเพื่อการกระตุ้นและฟื้นฟูการทำงานของสมอง ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพสมองครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการฟื้นฟู


การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างของการที่ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสาธารณประโยชน์ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองได้อย่างเท่าเทียม เพื่อสังคมไทยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

รพ. พญาไท 3 ส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์ดูแลความปลอดภัย ในงาน “คมชัดลึก อวอร์ด 2026” ครั้งที่ 22

กรุงเทพ - โรงพยาบาลพญาไท 3 ในเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ร่วมดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพภายในงานประกาศรางวัล “คมชัดลึก อวอร์ด 2026” ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569
ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ท่ามกลางบรรยากาศของค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่รวบรวมบุคคลในวงการบันเทิง สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน 

ในงานนี้ โรงพยาบาลพญาไท 3 ได้จัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ประจำจุดปฐมพยาบาล พร้อมรถพยาบาลฉุกเฉินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและดูแลสุขภาพผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดตลอดการจัดงาน สะท้อนถึงความพร้อมในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพในอีเวนต์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ


นอกจากนี้ ทีมงานยังให้ความสำคัญกับระบบการประสานงานและการส่งต่อผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ร่วมงานตลอดค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ในฐานะ Healthcare Partner ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้คนในทุกช่วงเวลา พร้อมส่งมอบประสบการณ์ด้านสุขภาพและความปลอดภัยอย่างมืออาชีพในทุกมิติของการใช้ชีวิต

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การ์ดอย่าตก! เข้าหน้าฝนแถมโควิดระบาดรอบใหม่ ฟิตสุขภาพด้วย “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก.

”สูตรอ่อนโยน ดูดซึมดี พลัสบิลเบอร์รี่ ดูแลสายตา ผิวพรรณ จัดโปรลดสุดคุ้ม 2 ซอง เพียง 69 บาท 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกลับมาระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่ชื่อว่า NB.1.8.1 หรือ “โควิดนิมบัส” ซึ่งกำลังระบาดเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และประเทศไทย ประกอบกับเข้าฤดูฝนแล้วที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จนทำให้หลายคนเริ่มมีอาการหวัดหรือภูมิแพ้ถามหา การเสริมเกราะป้องกันให้ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม 

บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด มีตัวช่วยสำคัญของคนยุคนี้ “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry) วิตามินซีสูตรพิเศษที่ไม่เพียงแต่ช่วย เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้ทุกสภาวะ แต่ยังตอบโจทย์คนวัยทำงานในยุคดิจิทัล ด้วยคุณสมบัติเด่นในการบำรุงและถนอมดวงตา ลดอาการตาแห้ง ล้า พร่าเบลอจากการจ้องหน้าจอนานๆ พร้อมทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส แถมยังเป็นวิตามินซีสูตรอ่อนโยน (Non-Acid) ที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในเม็ดเดียว 


“ไบโอ โปร ซี’ วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry)
ขนาดแบบซองซิบ พกพาสะดวก บรรจุ 7 เม็ด พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อ 2 ซอง ลดเหลือเพียง 69 บาท จากปกติ 98 บาท (พิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่ม 1 บาท เหลือเพียง 68 บาท) หาซื้อได้ ง่ายๆ ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 23 มิถุนายน 2569 นี้

อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์จาก 7 สารสำคัญใน 1 เม็ด ของ “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” ได้แก่

1. วิตามินซี 1000 มก. (Vitamin C 1000 mg.) : วิตามินซีในรูปแคลเซียมแอสคอร์เบท (Buffered Vitamin C) ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี อ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการหวัด พร้อมช่วยสร้างคอลลาเจนเพื่อสุขภาพผิว

2. สารสกัดจากผลโรสฮิปส์ (Rose Hips Fruit Extract) : อุดมด้วยวิตามินซีธรรมชาติและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงหวัดและภูมิแพ้ พร้อมช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิว

3. สารสกัดจากผลคามู คามู (Camu Camu Fruit Extract) : แหล่งวิตามินซีธรรมชาติสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ พร้อมสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

4. สารสกัดจากผลบิลเบอร์รี่ (Bilberry Extract) : อุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน 25% ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาล้า ตาแห้ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน

5. สารสกัดจากส้มสีแดง (Blood Orange Extract) : อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ลดความหมองคล้ำ และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนสดใส

6. ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus Bioflavonoids) : ช่วยเสริมการดูดซึมวิตามินซี และช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดฝอย

7. วิตามินเอ (Vitamin A) : ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาฟางและตาบอดกลางคืน พร้อมช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การรับประทาน เพียงวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร ก็ได้รับคุณประโยชน์ครบถ้วน จึงเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการดูแลสุขภาพร่างกาย ดวงตา และดูแลผิวพรรณให้สดใสไปพร้อมกัน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม “บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ได้ที่ https://bshine.co.th/bioproc/,
FB : B Shine, Line : @Bshine,  TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus

SHEEP ดึง POLCASAN ต่อยอดสู่คอลเลคชั่นเคสมือถือเชื่อมแฟนคัลเจอร์ สร้างสีสันตลาดไลฟ์สไตล์

            

SHEEPแบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทย เผยโฉมเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  SHEEP × POLCASAN   โดย SHEEP นำ Polcasan คาแรกเตอร์ชื่อดัง มาพัฒนาเป็น Phone Case Collection ที่เป็นเคสยัยซังครั้งแรกของโลก พร้อมต่อยอดสู่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ไอเท็ม ที่สะท้อนตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และวัฒนธรรมแฟนด้อมยุคใหม่                    


อภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย) Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด  กล่าวว่า การร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงนำคาแรคเตอร์ “โพก้าซัง” มาต่อยอดบนสินค้า  แต่สะท้อนแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ไทย × คาแรคเตอร์ไทย  ที่มี DNA ร่วมกันอย่างชัดเจน และสามารถเติบโตไปด้วยกันในตลาดไลฟ์สไตล์ Polcasan  เป็นคาแรกเตอร์ที่เป็นลูกของ เต-ตะวัน วิหครัตน์ และ นิว-ฐิติภูมิ  เตชะอภัยคุณ ขณะที่ SHEEP คือแบรนด์ที่เชื่อในการแสดงตัวตนผ่านสิ่งของในชีวิตประจำวัน  เรามองว่าสินค้าไลฟ์สไตล์ไม่ควรทำหน้าที่แค่ใช้งาน แต่ต้องสะท้อนตัวตนและความรู้สึกของผู้ใช้ได้จริง         

 “Polcasan” เป็นลูกครึ่งผสมกันระหว่าง หมีโพลาร์-วาฬออร์กา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มแฟนด้อมคอลเลคชั่น  SHEEP × POLCASAN เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ความทรงจำดี ๆ ของแฟนด้อมที่ได้เห็นยัยซังมาในรูปแบบของเคสมือถือที่อยู่ใกล้ๆตัวทุกคน    SHEEP อยากให้ทุกคนเชื่อในจินตนาการของตัวเองผ่าน Polcasan Collection เพราะทุกไอเดียมักเริ่มจากจินตนาการเล็กๆ   โดยSHEEP ดีไซน์ลายเส้นแบบ Doodle ภายใต้คอนเซ็ปต์ Doodle The Confidence  ที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเส้นอิสระของสีเทียนและความกล้าในวัยเด็กที่ไม่กลัวถูกผิด โดยเคส Polcasan ถ่ายทอด ออกมา2 ลายให้เลือก ลาย I am Polcasan กับลาย Polcasan รองรับ iPhone รุ่น 11 – 17 และ Samsung Galaxy S23 Ultra – S26 Ultra  ตอกย้ำกลยุทธ์ของแบรนด์ในการขยายจาก “เคสมือถือ” สู่ “Lifestyle Accessories Brand” ที่ผสานแฟชั่น เทคโนโลยี และวัฒนธรรมป๊อปเข้าด้วยกัน



“เราเชื่อว่า คอลเลคชั่น SHEEP × POLCASAN    คืออีกก้าวสำคัญของแบรนด์ไทยยุคใหม่ ที่นำคาแรคเตอร์มาต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์  พร้อมผลักดันงานดีไซน์และศักยภาพการผลิตของไทย สู่ระดับสากล”  คุณอภินันท์ กล่าวทิ้งท้าย               



ด้านบรรยากาศภายในงาน SHEEP : Doodle The Confidence  จัดขึ้นที่  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตล์  บางกะปิ ถูกเนรมิตให้กลายเป็น “ห้องเรียนแห่งจินตนาการ” พร้อมผนังกระดาษกราฟสำหรับร่วมสร้างสรรค์ลายเส้น โต๊ะเรียน เก้าอี้ และโซนจัดแสดงเคสในรูปแบบล็อกเกอร์นักเรียน ภายในงานยังมี “เต-ตะวัน” และ “นิว-ฐิติภูมิ” ร่วมพูดคุยพร้อมด้วย POLCASAN และ Special Friend อย่าง “สำรวย” และ “อะโวเชี่ยน”  ที่มาร่วมโชว์พิเศษและสร้างโมเมนต์อบอุ่นกับแฟนคลับสะท้อนพลังของแฟนด้อมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์และการสร้างแบรนด์ยุคใหม่

พบกับ SHEEP × POLCASAN เคสยัยซังครั้งแรกของโลก ได้ทั้ง 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store  3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิตร้านAppleSheep 8 สาขา  ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์ ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ,  ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์  , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่ หรือติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่  www.applesheepth.com, Line: @applesheep, Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth 

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ชิลีมองไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว รับการขยายตัวของสินค้าอาหารพรีเมียม

กรุงเทพฯ, 29 พฤษภาคม 2569 ชิลียกระดับความสำคัญของไทยและอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความต้องการสินค้าอาหาร อาหารทะเล และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกของชิลี หรือ ProChile กล่าวในพิธีเปิดงานประชุมสุดยอดธุรกิจ Chile–ASEAN Business Summit 2026 ว่า ชิลีมองอาเซียนมากกว่าเพียงตลาดเกิดใหม่ “เราจริงจังกับตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลก มีสัดส่วนราว 7.8% ของการค้าโลก และมีประชากรกว่า 680 ล้านคน เราจึงเล็งเห็นถึงโอกาสอันมหาศาลสำหรับสินค้าและบริการของชิลีในภูมิภาคนี้  “เจตจำนงของเราคือการสร้างความสัมพันธ์บนรากฐานของความเชื่อมั่น และสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย”

ในงานประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ กรุงเทพฯ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก และหน่วยงานด้านการค้าของชิลี ได้ชูประเด็นความต้องการ ที่เพิ่มขึ้น ในภูมิภาคต่อสินค้าอาหารคุณภาพสูงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ว่าระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ และการเข้าถึงตลาด เป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางการค้าในอนาคต

การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 โดย ProChile หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี หลังจากความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ในปีที่แล้ว เพื่อนำผู้ส่งออกจากชิลีเดินทางเข้าร่วมพบปะผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย สมาคมอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจจากทั่วทั้ง  ภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การส่งเสริมการค้า การเชื่อม  โยงตลาด และการจับคู่ธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดอาเซียนต่อชิลีในฐานะคู่ค้าเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตระยะยาว โดยมีไทยเป็นประตูการค้าสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวแทนการค้าจากชิลีเน้นย้ำว่า ในมุมมองของชิลี ประเทศไทยไม่ใช่เพียงตลาดเดี่ยว แต่เป็นเวทีที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด ไทยมีศักยภาพด้านการค้าปลีก โลจิสติกส์ ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรมอาหาร และเครือข่ายการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค จึงมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือตลอดการประชุม คือ ความสนใจต่อสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรจากชิลีในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพสูงระดับพรีเมียม ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คำนึงถึงความยั่งยืน และมีความมั่นคงด้านอุปทานในระยะยาวตลอดสัปดาห์ของการประชุม มีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ “Meet the Buyers” ร่วมกับกลุ่มค้าปลีกและผู้นำเข้ารายใหญ่ของอาเซียน กิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การศึกษาตลาดและดูงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ THAIFEX–Anuga Asia

ในการศึกษาดูงาน คณะผู้แทนจากชิลีได้เข้าเยี่ยมชมและพบปะผู้บริหารธุรกิจชั้นนำของไทยและภูมิภาค ได้แก่ GO Wholesale, CP Group, ตลาดไท, ท่าเรือแหลมฉบัง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความรู้  ด้านต่างๆ ทั้งโลจิสติกส์ ระบบห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติก และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าอาหาร โดยประเด็นหารือต่างสะท้อนถึงความต้องการของอาเซียนต่อสินค้าอาหารจากชิลีที่มีคุณภาพสูง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนจากชิลีประกอบด้วยบริษัท 28 แห่ง จากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อาหารทะเล ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่ว ผลไม้อบแห้ง ธุรกิจเกษตร ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ เทคโนโลยีอาหาร และโซลูชันด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมชั้นนำของชิลีเข้าร่วม ได้แก่ นายอีวาน มารัมบิโอ ประธาน Fruits from Chile, นายราฟาเอล เลการอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Faenacar (ChileMeat), นายเอดูอาร์โด ปิกโคโล ตัวแทน  AMI Chile (Chile Mussels), นายมาร์ติน คอร์เรอา ตัวแทน ChileNuts และนายโรดริโก บุสตอส ตัวแทน SalmonChile  ผู้ส่งออกจากชิลีระบุว่า ความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพสูงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และผลิตอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสสำคัญให้อุตสาหกรรมอาหารของชิลีเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

นายเฟอร์นันเดซย้ำว่า แนวทางดำเนินธุรกิจของชิลีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระยะยาว มากกว่าการขยายตัวทางการค้าในระยะสั้น “ชิลีมีเครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่งทั่วโลก ทำให้เราพร้อมเป็นศูนย์กลางสำหรับธุรกิจอาเซียนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดลาตินอเมริกา และเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และการเติบโตในระยะยาว”

นอกจากโอกาสทางการค้า ตัวแทนภาคธุรกิจชิลียังชี้ว่า การพัฒนาประสิทธิภาพด้าน โลจิสติกส์ การขยายโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ และการเร่งกระบวนการอนุมัติสินค้าเกษตรเพื่อเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออก  เฉียงใต้ เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนในระยะยาว ข้อมูลการค้าล่าสุดระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าอาหารจากชิลีสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จาก 295 ล้านดอลลาร์  สหรัฐในปี 2558 เป็น 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดอาเซียนในยุทธศาสตร์การส่งออกระดับโลกของชิลี

ขณะที่อาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในด้านการบริโภคอาหาร การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เป้าหมายของชิลีในภูมิภาคนี้จึงไม่ใช่เพียงผู้ส่งมอบสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังต้องการเป็นพันธมิตรระยะยาวที่แสวงหาบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการค้า นวัตกรรม ความยั่งยืน และความร่วมมือทางธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต (ที่รัก) พระนักเทศน์แหล่อิสานชื่อดัง


พระมหาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต โดยมีตำแหน่ง ประธานสงฆ์ ที่วัดหนองกก-หนองยาว โดยปัจจุบันท่าน
จำพรรษา  อยู่ที่วัดหนองกก-หนองยาว พระนักเทศน์ชื่อดังทางภาคอีสาน เจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการ เทศน์มหาชาติ และ เทศน์แหล่ประยุกต์ ผู้สืบทอดคำสอนที่เปลี่ยนธรรมะให้เข้าถึงง่าย ช่วยจุดประกายความคิดและเยียวยาจิตใจ  สร้างความเฮฮาตลอดการเทศน์ ยิ่งกว่านั้น เป็นการเทศน์ที่มีเนื้อหาทันสมัยท่านใช้กลวิธีที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยปรับใช้ในชีวิต

พระมหาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต เป็นพระรูปหนึ่งที่ควรยกย่องว่าเป็นสุดยอดของพระภิกษุอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน โดยทำหน้าที่สืบทอดภาษาถิ่น สอดแทรกคำสอน และหล่อหลอมความสามัคคีผ่านประเพณีดั้งเดิม นิยมเทศน์ในงานบุญประเพณี โดยเฉพาะ บุญมหาชาติ (บุญผะเหวด) และบุญกฐิน ซึ่งช่วยดึงดูดให้คนในชุมชนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วม ได้เงินมาไม่เคยสะสมเป็น สะพานบุญ ให้กับชาวพุทธอย่างแท้จริง

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต เป็นพระรูปหนึ่งที่ควรยกย่องว่าเป็นสุดยอดของพระภิกษุอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน โดยทำหน้าที่สืบทอดภาษาถิ่น สอดแทรกคำสอน และหล่อหลอมความสามัคคีผ่านประเพณีดั้งเดิม นิยมเทศน์ในงานบุญประเพณี โดยเฉพาะ บุญมหาชาติ (บุญผะเหวด) และบุญกฐิน ซึ่งช่วยดึงดูดให้คนในชุมชนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วม ได้เงินมาไม่เคยสะสมเป็น สะพานบุญ ให้กับชาวพุทธอย่างแท้จริง

พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านเกิดใน ครอบครัว ทีรักโยมบิดาชื่อคุณพ่อบุดดี ที่รักโยมมารดชื่อคุณแม่น้อย ที่รัก พระมหาสมเกียรติ เกิดเมื่อศุกร์ ที่ 24 เดือน ธันวาคม ปีมะโรง พ.ศ.2519 ณ บ้านเลขที่ 111 บ้านหนองปลิง ตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องหมด 5 คน คือ

1.นายบุญนาย ที่รัก 2.นายบุญพราน ที่รัก
3.นายหนูแดง ที่รัก 4.นางจิณณพัติ ที่รัก
5.พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต (ที่รัก) 

          

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ เกิดในครอบครัวเกษตรกรรม ได้รับการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนบ้านหนองปลิง จบชั้นประถม 6 โยมพ่อขอร้องให้ท่านบวชเณร เมื่อปี พ.ศ. 2532 วัดบ้านค้อนิมิตร ตำบลโคกสะอาด ถือเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างโดยมีหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นผู้นำศรัทธาญาติโยมทั้งด้านการก่อสร้าง ด้านปริยัติการศึกษามีสำนักเรียนธรรมบาลีสามเณรน้อยได้รับการศึกษาพร้อมทั้งการอบรมบ่มนิสัย จากหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นอย เนื่องจากอุปนิสัยของสามเณรน้อยเป็นคนขยันหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตนใฝ่เรียนรู้ บวชเณร 3 พรรษา ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้เร็จ ซึ่งใน 3 พรรษาแห่งการเป็นสามเณรน้อยนี้ ได้มีโอกาสปนนิบัติรับใช้ท่านญาครูคำมูล อย่างใกล้ชิด

จากหลังจากสามเณรสมเกียรติ บรรพชาจากปี พ.ศ.2532 ล่วงถึง ปี พ.ศ.2540 รวมแล้วได้ 9 พรรษา ท่านมีอายุครบบวช โยมพ่อโยมแม่ท่านอยากให้มาบวชที่บ้านเกิดท่านจึงตัดสินในมาอุปสมบทที่บ้านเกิด คือ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี พระครูวิสุทธิมงคล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการมูล จันทปโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิมลโพธิวัฒน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พระอุโบสถวัดมงคลนิมิต ในวันที่ 11 เดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2540 เวลา 14.20 น. ได้รับนามทางพระพุทธศาสนาว่า สุทฺธจิตฺโต ภิกษุ แปลว่า ผู้มีจิตหมดจด 

จากจุดเริ่มต้น ศิษย์เรียนเทศน์แหล่อิสานกับ พระอธิการพรชัย พระนักเทศน์แหล่อิสานชื่อดัง แห่งสำนักวัดหนองกก-หนองยาว ต.ปะหลาน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม การศึกษาเทศน์แหล่อิสาน ของท่านพระอาจารย์มหาสมเกียรติ  จึงได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับได้ชื่อใหม่ว่า เณรหล่า (ลูกชายหล่าของพ่อออก-แม่ออก) ณ วัดหนองกก-หนองยาว นี้เอง ด้วยสามเณรหล่าเป็นคนขยัน ปรนนิบัติ รับใช้ครูบาอาจารย์ ตั้งใจฝึกฝน หมั่นหัดท่องทำนองแหล่ จึงเป็นที่เมตตาของครูบาอาจารย์ ในปี พ.ศ.2535 สามเณรหล่าจึงมีโอกาสได้ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม และก็ไม่ได้ทำให้ครูอาจารย์ผิดหวัง แสดงธรรมได้เป็นที่ถูกอกถูกใจญาติโยมจึงเป็นที่รักและเคารพของโยมพ่อออกแม่ออกมากยิ่งขึ้น 

บทบาทพระสงฆ์กับสังคมไทย ในอดีตพระคือ แกนนำของหมู่บ้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ผ่านการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์  ให้ล่วงรู้ถึงการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีของชาวบ้านเพื่อที่จะคุ้มครองชาวบ้านจากภัยทั้งปวงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในการพึ่งพาอาศัยกัน ประยุกต์ธรรมะเข้ากับแนวคิดการดำเนินชีวิต มีคุณงามความดีและปฏิบัติชอบอยู่ในระเบียบของพระพุทธศาสนา และช่วยเผยแพร่ศาสนาขององค์พระพุทธเจ้ามาให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ

การพัฒนา วัดหนองกก-หนองยาว พระมหาสมเกียรติ ท่านเป็นผู้นำพาญาติโยมและคณะสงฆ์พัฒนา
วัดหนองกก-หนองยาว อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนงานเผยแผ่ศาสนา ท่านเป็นเจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ 

รับกิจนิมนต์แสดงธรรมเทศนาและเทศน์แหล่อีสานตามงานบุญประเพณีและงานอุทิศส่วนกุศลต่างๆ ทั่วภาคอีสานการอนุรักษ์วัฒนธรรม: บทบาทของท่านมีส่วนสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปะการเทศน์แหล่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน 


วัดหนองกก-หนองยาว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม
เพจ สำนักเทศน์เสียงพระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต
fb : พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต
ไลน์แอด mahasomkiatใส่@นะครับ
TikTok @phramahasomkiat 

#ติดต่อนิมนต์แสดงธรรมแหล่อิสาน
#อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอิสาน

ททท. จัดกิจกรรมเวียนเทียนตะคันเมืองโบราณสุโขทัย


ททท. จัดกิจกรรมเวียนเทียนตะคันเมืองโบราณสุโขทัย วันวิสาขบูชา ท่ามกลางโบราณสถานวัดช้างล้อม เสริมสิริมงคลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

จังหวัดสุโขทัย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัยร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร จัดกิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาช่วงวันวิสาขบูชาประจำปี 2569 ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 30 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ณโบราณสถานวัดช้างล้อมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป 


โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันสำคัญ วันวิสาขบูชาโดยได้รับเกียรติจากเรือโทภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยเป็นประธานในพิธี

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วยพิธีเวียนเทียนตะคัน  “ตะคัน” เป็นลักษณะเทียนที่อยู่ในเครื่องปั้นดินเผา อันสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวสุโขทัย ที่มีมาแต่โบราณถือเป็นเป็นการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมประสานกับกิจกรรมความเชื่อในการสร้างสิริมงคลให้กับผู้เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมออกร้าน จำหน่ายอาหารท้องถิ่นรวมทั้งของที่ระลึก จากชุมชนในพื้นที่ กว่า 20 ร้าน รวมทั้งกิจกรรมการแลกรับของที่ระลึกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย และพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักค้างคืนในจังหวัดสุโขทัย ททท. สำนักงานสุโขทัย สนับสนุน คูปองมูลค่าพิเศษเพื่อแลกซื้อของที่ระลึกภายในงาน


ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุโขทัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มระยะพำนักของนักท่องเที่ยวตลอดจนเพิ่มค่าใช้จ่าย ในช่วง Green Season  รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้มีกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระเสริมสิริมงคลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของโบราณสถานวัดช้างล้อมยามค่ำคืนที่ประดับประดาตกแต่งไฟอย่างสวยงาม ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับชุมชนอันจะทำให้เกิดการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่ชุมชนมากยิ่งขึ้น

ททท. สำนักงานสุโขทัย ขอเชิญนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 30 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ณ วัดช้างล้อมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook ททท. สำนักงานสุโขทัย
โทรศัพท์ 055 616 228-9

#AmazingThailand 

#เวียนเทียนตะคัน 

#วันวิสาขบูชา 

#เมืองโบราณสุโขทัย #วัดช้างล้อม 

#สุโขไทม์ 

#สุโขสุขีที่สุโขทัย

ข่าวประชาสัมพันธ์

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026”

คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ...

โวยวายดอทคอม