วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

Sol House Bangkok สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว ..ที่ควรรู้จัก

สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว พร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันระดับพรีเมียมพร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีมุมถ่ายรูปสวยไม่ว่าจะจัดแบบพิธีเช้าแบบไทย หรือจะจัดแบบงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสได้ภาพสวยแน่นอน และนอกจากความหรูหราแล้วที่นี่ยังมีความโรแมนติก และยังมีโซนสวนด้านนอกที่โอบล้อมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีขาวของตัวอาคารได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ การสร้างช่วงเวลาที่ดีร่วมกันในวันสำคัญของชีวิตท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่น สร้างความทรงจำที่ดีให้กับคู่บ่าวสาว ยังสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงาน


หนึ่งในคนที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุดคือ คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ เนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ แต่สามารถจัดเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง เป็นพื้นที่ที่คู่บ่าวสาว แสดงออกถึงรสนิยม ความคิด และไลฟ์สไตล์ผ่าน Sol House Bangkok


นอกจากนี้ การจัดงานแต่งงานมีการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบที่ไม่ใหญ่ งบประมาณสมเหตุสมผล กระชับงบไม่บานปลาย ที่สำคัญเทรนด์ที่มาแรงคือการจัดงานในสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่โรงแรม โดยมี Wedding Planner Organizer คุมต้นทุนและรันคิวงาน หนึ่งในสถานที่จัดงานแต่งงานและงานอีเวนท์ที่น่าสนใจ Sol House Bangkok ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 แต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ถือเป็น Wedding Venues ที่ไม่ควรมองพลาด ภายใต้การบริหารงานของนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง “คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล” กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่เอาใจว่าที่บ่าวสาวที่ไม่ได้ต้องการความเรียบหรูอลังการ แต่ต้องการความเรียบง่าย เก๋ มีความโมเดิร์น และอยากได้พื้นที่แบบกว้างขวาง จุดเด่นของที่นี่ก็ คือสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น ความโค้งที่ดูแปลกตา แต่ให้ความโรแมนติกและอบอุ่น ไม่ว่าจะถ่ายรูปตรงมุมไหนรูปที่ออกมาจะสวยและน่าประทับใจสามารถจัดงานแต่งแบบไทย แบบจีน และแบบฝรั่ง และมุสลิม รวมถึงแขกในงานรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าที่นี่สามารถเปลี่ยนงานแต่งในฝันของคุณให้เป็นจริง

เมื่อธุรกิจดีขึ้น จึงขยับขยายทำอพาร์ทเมนต์ โรงแรม Apartelle Jatujak Hotel แต่ประสบปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิดทำให้ธุรกิจชะงัก จึงเป็นที่มาของการคิดทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับต่างประเทศ 100 %  “ช่วงโควิด ทุกอย่างยากไปหมด จึงคิดว่าจะทำอะไรดี ที่ธุรกิจไปได้ด้วยและไม่อิงกับต่างประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงกลายเป็น Sol House Bangkok เนรมิตพื้นที่สู่ความล้ำเลิศแห่งอนาคต รองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ”

ที่นี่เป็นที่ดินเก่า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางลาดพร้าว ด้วยพื้นฐานการทำธุรกิจโรงแรมและนำเข้าสินค้าให้กับสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้คุ้นชินกับดีไซเนอร์ จึงมีความได้เปรียบในการออกแบบตกแต่งสถานที่ได้อย่างหรูหราสวยงาม แม้ครั้งแรกจะคิดเปิดเป็นสตูดิโอเท่านั้น แต่ด้วยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานานนับสิบปีนำเสนอ จึงเปลี่ยนเป็นธุรกิจรับจัดงานแต่งงานและการบริการงานอีเวนท์ต่างๆ แบบครบวงจร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโซล เฮ้าส์ แบงคอค








Sol House Bangkok ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 38 เข้าซอยประมาณ 400 เมตร เท่านั้น สถานที่แห่งนี้
มีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ครบวงจร โดยเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่จอดรถ ชั้น 2 ออกแบบให้เป็นโถงทางเข้าสำหรับลงทะเบียน จุดรับแขก ห้อง A Little Red Room สไตล์โรงแรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าระหว่างก่อนหรือหลังพิธีการ รวมถึงห้องงานหมั้น Oliver & Owen และ ส่วนของ Hall ใหญ่ และ ไฮไลท์ของที่นี่คือบันไดวน และห้องส่งตัวหนึ่งห้องนอนที่แตกต่างจากที่อื่น ออกแบบให้สามารถเปิดได้กว้างเพื่อสะดวกต่อการบันทึกภาพระหว่างพิธีการ







คุณยงยุทธ กล่าวถึงกระแสตอบรับ ว่า “ที่นี่ เปิด เดือนตุลาคมปี 2568 งานที่ได้รองรับไปแล้ว มีงานถ่ายละครของบริษัท แกรมมี่ ซึ่งจัดฉากใหญ่เป็นงานแต่งงาน การจัดปาร์ตี้ขอบคุณลูกค้า ส่วน งานหลักคือ งานแต่งงาน ผลตอบรับค่อนข้างดี 3-4 เดือนมีคู่รักจองเข้ามาประมาณ 30 คู่

จากจุดที่แบรนด์โรงแรมใหม่ชื่อดัง เคยเป็นคำตอบหลัก วันนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการแต่งงานที่ขาดไม่ได้เลย คือ สถานที่จัดงานที่เสริมแกร่งด้วยจุดแข็งที่แตกต่าง ที่ราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลักการในการทำธุรกิจของผม หลายๆ ครั้งเราเริ่มต้นจากความชอบ บ่งบอกถึงสไตล์ของเราและคนรัก จากจุดเริ่มต้น ตรงนี้เหมือนธุรกิจใหม่ แต่เราก็ไม่ใช่มือใหม่ ในวงการนำเข้าเรานำเข้าวัสดุก่อสร้างโรงแรมมาหลายแห่ง ส่วนดีไซเนอร์มืออาชีพ มีประสบการณ์มามาก ซึ่งการบริหารงานค่อนข้างมั่นใจว่า ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จัดเตรียมให้สำหรับ คู่บ่าวสาว ค่อนข้างสมบูรณ์ งานจัดเลี้ยงตัวเองอาจจะใหม่แต่มีพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานาน ซึ่งทีมงานที่มาที่นี่ไม่ใหม่เลย ทีมรันคิวมีประสบการณ์มากกว่าสิบปี ด้วยจำนวนวคู่บ่าวสาวนับพันคู่ การจัดเดคคอเรชั่นต่างๆ โดยพาไปชมเบื้องหลังทุกอย่าง ตั้งแต่การหาโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบ”


คุณยงยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ด้วยความที่ Sol House ศูนย์กลางของสถานที่จัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพ
เราคิดว่าเราทำสิ่งที่ทำเต็มที่ให้กับลูกค้าในราคาที่สมเหตุสมผล และการเลือกซัพพลายเออร์ต่าง ๆ รองรับทุกฟังก์ชันการจัดงานอีเวนต์ได้หลากหลาย ด้วยระบบที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ สามารถปรับขนาดพื้นที่ได้ตามความต้องการ พร้อมออกแบบไฟเพดานและทีมที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมานับสิบปี ซึ่งที่ฮอลล์ใหญ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 250 – 300 คน ดีไซน์และตกแต่งพื้นที่ใหม่ทั้งหมดให้มีความทันสมัย สวยงามเป็นเอกลักษณ์สะกดทุกสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ Luxury Experience ที่แตกต่างกว่าสถานที่จัดงานอื่น ที่นี่ที่เดียวคุณสามารถปรึกษา Wedding Planner & Organizer ที่สามารถมอบความพิเศษทั้งความประทับใจและความบันเทิงไว้ในที่เดียวอย่างสมบูรณ์แบบครบจบทุกพาร์ทเนอร์ในที่เดียว”

สามารถสอบถามหรือติดต่อทาง Facebook : Sol House Bangkok
Line : @solhouse , Instragram : SolHouseBangkok

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

Pearly ร่วมฉลอง “วันความสุขสากล” ปลุกสีสันตลาดชาเมืองไทย

Pearly ดันแคมเปญ  International Day of Happiness ส่ง “หมอนซุกมือน้องเพิร์ลลี่” สร้างกระแส พร้อมรุกบริการแคทเทอริ่ง ยกระดับทุกงานให้สดชื่น               

Pearly ร่วมฉลอง “วันความสุขสากล” ปลุกสีสันตลาดชาเมืองไทย ส่ง “น้องเพิร์ลลี่” เพื่อนซี้พลังบวก ร่วมสร้างความสดใสด้วยโปรโมชันพิเศษ “มีนาแล้ว มีน้องเพิร์ลลี่หรือยัง” โชว์ไอเท็มสุดน่ารัก “หมอนซุกมือน้อง PEARLY” เติมเต็มทุกโมเมนต์แห่งความสุข ชูคุณภาพและความอร่อยมัดใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ประกาศบุกธุรกิจ Catering  จากหน้าร้านสู่องค์กรและอีเว้นต์  เดินสายเสิร์ฟความสดชื่น เพิ่มความประทับใจในทุกโอกาส           


ร้านชา Pearly โดย บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ในเครือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (OR) ร่วมส่งมอบความสุขความสดชื่นต้อนรับวันความสุขสากลในเดือนมีนาคมนี้ ด้วยโปรโมชันพิเศษ “มีนาแล้ว มีน้องเพิร์ลลี่หรือยัง” ไอเท็มลิมิเต็ด หมอนซุกมือน้อง PEARLY ที่ออกแบบจากมาสคอตประจำแบรนด์ เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความสุขและพลังบวกในทุกไลฟ์สไตล์ โดยลูกค้าสามารถร่วมโปรโมชั่น เมื่อซื้อเครื่องดื่มกลุ่มราคา 39 บาทครบ 2 แก้ว รับสิทธิ์แลกซื้อ หมอนซุกมือน้อง PEARLY สุดน่ารัก ในราคา 299 บาท จากปกติ 499 บาท เติมเต็มความสุขทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน  และทุก ๆ การเดินทาง หรือจะมอบให้กับคนที่คุณรัก สะสมได้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569  ร้าน Pearly ที่ร่วมรายการ     
    



นอกจากนั้นยังได้เปิดบริการการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ในรูปแบบแคทเทอริ่ง (Catering) ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพแบรนด์ จากหน้าร้านสู่โมเดล “เสิร์ฟถึงที่” รองรับทั้งงานประชุมสัมมนา  งานเลี้ยงในโอกาสพิเศษ ไปจนถึงอีเว้นต์ขนาดใหญ่  โดยชูจุดแข็งด้านคุณภาพ วัตถุดิบมาตรฐานการผลิต และความหลากหลายของเมนูที่สามารถปรับแพ็กเกจได้ตามงบประมาณ ด้วยวาไรตี้ของเครื่องดื่มและอาหารที่มีให้เลือกหลากหลาย ส่งมอบความประทับใจให้กับทุกช่วงเวลา
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ โทร.093-020-0032 และ 085-489-5705
หรือที่ Fanpage Facebook Jiffy Catering 



Pearly ยังคงสร้างสรรค์แบรนด์ที่แข็งแกร่งเพื่อครองใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงจุดเด่นจากการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากใบชาพรีเมี่ยม ชงสดใหม่แก้วต่อแก้ว รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ผสมผสานลงตัวกับไข่มุกที่มีความ นุ่ม หนึบ อร่อย พร้อมเมนูเครื่องดื่มที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพอีกนานาชนิด  โดยร้านชา Pearly ตั้งอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station-Jiffy) กว่า 70 สาขาทั่วประเทศ

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษจากน้องเพิร์ลลี่ ได้ที่ Fanpage Pearly เพิร์ลลี่และ Line@pearlytea
สนใจแฟรนส์ไชส์ร้าน Pearly สามารถติดต่อได้ที่ 081-752-9032 


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิริยะประกันภัย โชว์แกร่งฝ่าวิกฤตท้าทายพร้อมเดินหน้ายกระดับบริการอย่างต่อเนื่องตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท


วิริยะประกันภัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือภัยพิบัติรุนแรงทั้งแผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในรอบปีที่ผ่านมา ยันแม้เจอวิกฤตหนัก แต่ผลประกอบการปี 68 ยังทะลุเป้า 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลคุ้มครองในทุกสถานการณ์ เผยตั้งเป้ายอดขายท้าทายขึ้น ในปี 69 แตะ 4.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% พร้อมเดินหน้าผสานพลังเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงาน ยกระดับงานบริการในทุกมิติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในอนาคต
     
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤตมุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้นจาก Climate Change ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง



ทั้งนี้ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อาทิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลให้หลายจังหวัดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยประสบภัยมาก่อน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะที่ภัยพิบัติจากอุทกภัยที่แม้จะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ดังเช่นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค
    

“บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และมีความเชี่ยวชาญจากการได้บริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ‘ปฏิบัติการ First AID’ ที่นำมาใช้จนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ทั้งความพร้อมในการสำรวจ ประเมินความเสียหาย และการประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างทันท่วงที การจัดซ่อมที่ได้มาตรฐานผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ประกอบกับบริษัทฯ มีสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม ตลอดไปถึงการประสานพลังเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดทำถุงยังชีพ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง” คุณอมร กล่าว
     
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้าและประชาชนมีต่อวิริยะประกันภัย ส่วนผลประกอบในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 17.09% อีกทั้งยังคงมั่นคงแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของเงินกองทุนฯ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
     

นายอมร เปิดเผยต่อไปอีกว่า “สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท หรือต้องเติบโตประมาณ 4% แบ่งเป็นด้าน Motor อยู่ที่ 38,865 ล้านบาท หรือเติบโต 3% ส่วนด้าน Non-Motor อยู่ที่ 5,780 ล้านบาท หรือเติบโต 9.7%”
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งยกระดับคุณภาพงานบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบการรับประกันภัย การเคลมสินไหมทดแทน     

การเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงยกระดับการให้บริการภายใต้แนวทาง One Stop Service ให้ครอบคลุมทุกงานบริการ ทั้งการให้บริการของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสายด่วน 1557 การให้บริการผ่านระบบออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและครบวงจร ควบคู่กับการกำกับดูแลคุณภาพงานเคลม การตรวจสอบอุบัติเหตุ และคุณภาพงานจัดซ่อมให้ได้มาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า


บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้เกิดประสิทธิภาพในงานบริการสูงสุดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ E-Agency โปรแกรมที่ช่วยรองรับการทำงานของตัวแทนฯ,  V-Inspection บริการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัยด้วย AI, VClaim on VCall บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงวางแนวทางพัฒนาบริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
     
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ Data Driven ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประกันภัย Motor และ Non-Motor ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

    
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและเสริมสร้างคุณภาพงานบริการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมหรือความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรและการทำงาน (Employee Engagement) ทั้งการวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงาน ตลอดจนการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้วยการอบรมพัฒนาทักษะการทำงานตามสายวิชาชีพ การส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI ฯลฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรให้สามารถรองรับสถานการณ์วิกฤตใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     
“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่ตามคำมั่นสัญญา “ทำหน้าที่หลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทย” บนพื้นฐาน DNA องค์กรที่ยึดมั่นว่า “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” คุณอมร กล่าวในที่สุด

OMNIX จัดงานแถลงข่าว ณ Built-in Studio Thailand


OMNIX จัดงานแถลงข่าว ณ Built-in Studio Thailand เพื่อประกาศความร่วมมือในการพัฒนาแพลตฟอร์ม OMNIX — Smart Design OS ซึ่งเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบตกแต่งภายในของไทย และ Opsian Technology สหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศการทำงานแบบใหม่ของวงการตกแต่งภายในในแนวคิด SMART INTERIOR ECOSYSTEM เพื่อช่วยให้การเลือกวัสดุ การจัดทำ BOM/BOQ การออกใบเสนอราคา และการติดตามงาน “สมาร์ทขึ้น เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น” พร้อมประกาศแผน เปิดใช้งานจริงในเดือนพฤษภาคม 2569



คุณภคภพ ช. เจริญยิ่ง | Founder / CEO, OMNIX กล่าวถึงที่มาและความตั้งใจในการพัฒนา OMNIX ว่า “OMNIX เกิดจากโจทย์จริงของงานตกแต่งภายในที่ผมเจอมาโดยตรงจากประสบการณ์ทำงานกว่า 30 ปี เราตั้งใจพัฒนาให้ OMNIX เป็น ‘หัวใจหลัก’ ของการทำงานออกแบบภายใต้แนวคิด SMART INTERIOR ECOSYSTEM ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยออกแบบ แต่เป็นหัวใจของงานตกแต่งภายในทั้งระบบ ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็ว ปิดงานได้เร็ว ทำงานได้มากขึ้น และลดความผิดพลาดที่เกิดซ้ำ ๆ ในโปรเจกต์”

คุณภคภพยังกล่าวเพิ่มเติมว่า OMNIX จะมี Smart AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมืออาชีพ ช่วยให้การทำงาน “ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ้น” แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ทีมทำงานคล่องตัวและตัดสินใจได้ดีขึ้นตลอดโปรเจกต์

Mr. Jay Dastin | Director of Sales, Opsian Technology (USA) 

Mr. Jay Dastin | Director of Sales, Opsian Technology (USA) กล่าวถึงบทบาทของ Opsian และมาตรฐานการทำงานว่า  “Opsian เป็นเบื้องหลังขององค์กรชั้นนำทั่วโลก เราเชี่ยวชาญการพัฒนา AI Automation Systems ที่ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยมาตรฐานการทำงานที่เป็นระบบ วันนี้เราอยากเห็น OMNIX เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะคอยสนับสนุนธุรกิจออกแบบในประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

Mr. Jay ยังกล่าวต่อว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Opsian มีความเชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้นำเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงมั่นใจว่า OMNIX จะเติบโตเป็น Smart Interior Ecosystem ไม่เพียงในประเทศไทย แต่สามารถขยายสู่ระดับสากลได้ในอนาคตอันใกล้

คุณภคภพ ช. เจริญยิ่ง | Founder / CEO, OMNIX 


คุณภคภัค เกตุมะยูร | COO, OMNIX กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ในการบริหารองค์กรระดับมาตรฐานสากลกว่า 20 ปี ได้เล็งเห็นโอกาสที่ นักออกแบบชาวไทยจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงาน Smart ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจะเป็นการอำนวยการเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ของงานออกแบบ ภายใต้คอนเซป Smart Interior Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเจ้าของบ้าน จะเป็นหัวใจของ OMNIX


คุณภาณุเมศวร์ เศรษฐสิริสุนทร | Marketing, Branding & Product Consultant, OMNIX กล่าวว่า OMNIX ถูกออกแบบจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่ “รู้ปัญหาในงานจริง” โดยมีเป้าหมายทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำมากขึ้น พร้อมยืนยันกำหนดการเปิดใช้งานจริงว่า



“OMNIX ถูกพัฒนาโดยคนที่เข้าใจงานออกแบบจริง ๆ เราตั้งใจให้ workflow ของการสเปควัสดุ การทำ BOM/BOQ และการออกใบเสนอราคาเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวัดผลได้ชัดเจน โดยมีแผนเปิดใช้งานจริงใน เดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบสมาชิก (Subscription)”

คุณภาณุเมศวร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างการพัฒนา OMNIX เปิดรับ Pre-Subscription เพื่อให้กลุ่มผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและรับสิทธิพิเศษ โดยมี ส่วนลดมากกว่า 50% และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศงานตกแต่งภายในให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA: @OMNIX

สายสีแดง รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media


สายสีแดง รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media สาขา Mass Transit จากเวที Thailand Social Awards 2 ปีซ้อน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับรางวัล Top 5 Best Brand Performance on Social Media สาขา Mass Transit 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เข้ารับรางวัล “FINALIST” 1 ใน 5 หน่วยงานที่ถูกคัดเลือกให้เป็น 5 อันดับสุดท้าย ในกลุ่มรางวัล Best Brand Performance On Social Media สาขา Mass transit & Transportation (กลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชน) จากงาน “Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ICONSIAM HALL ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ซึ่งรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำว่ารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เป็นหน่วยงานที่มีการพัฒนาการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการทุกกลุ่มบริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุง พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok
พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เริ่มแล้ววันนี้ !! มหกรรมชี้ช่องรวย “Vending Machine Business”

เริ่มแล้ววันนี้ !! มหกรรมชี้ช่องรวย “Vending Machine Business”  ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชม.  วันที่ 5–8 มี.ค. 69 ณ M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  คาดเงินสะพัด 25 ลบ. 

เริ่มวันนี้วันแรกสำหรับมหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19 “Vending Machine Business – มัดรวมธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องจ้างคนเฝ้าร้าน  ไม่ต้องใช้ทีมบริหารจำนวนมาก  รายได้ต่อยอดเพิ่มไม่จำกัดขยายตามจุดการลงทุน  มีระบบจัดการง่ายผ่านออนไลน์ จัดเต็มพื้นที่หลากหลายแบรนด์ทั้งธุรกิจสะดวกซัก  ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ  ธุรกิจหยอดเหรียญ และธุรกิจบริการ ขนโปรโมชั่นลดแรงรับต้นปี  

อย่าพลาด!! วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ คาดเม็ดเงินสะพัดในงานราว 25 ล้านบาท 

คุณวิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน มหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19“Vending Machine Business – มัดรวมธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “การจัดงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ใน ครั้งที่ 19  ภายในงานพบกับเครื่องทำเงินหลากหลายรูปแบบ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ อาทิ เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องล้างรถอัตโนมัติ เครื่องล้างหมวกกันน็อค ตู้ฝากเหรียญระบบอัตโนมัติ  ตู้กดน้ำแข็ง ตู้ ถ่ายภาพ AI Innovation เทรนด์ใหม่สายโซเชียล ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติรูปแบบใหม่ ที่รองรับทุกโลเคชั่น และนวัตกรรมสร้างรายได้อีกมากมายที่ช่วยให้คุณมี ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง ได้อย่างแท้จริง  ตอบโจทย์ Generation ใหม่ ที่ต้องการสร้างรายได้หลายทาง บริหารจัดการง่ายด้วยระบบอัตโนมัติ ลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวรายได้ระยะยาว  มาจัดแสดงธุรกิจพร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น”  

สำหรับแบรนด์ธุรกิจที่ยกขบวนในงาน มหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ Vending Machine Innovation ในครั้งนี้รวบรวมแบรนด์ชั้นนำน่าลงทุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสะดวกซัก VJ speed queen by VJ Group , Clean Chain, Washenjoy, CleanUp24 Laundry, Trendy Wash, anniewashdry, เครื่องกดน้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่ม Wash World,  , ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ TSR Living Solution, SUN 108,  Veloce vending, แฟรนไชส์เก้าอี้นวด Momu , กาแฟอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงคอฟฟี่,  Farmhouse Vending Machine, CAT Carwash,  ธุรกิจผลิตน้ำแข็ง Master Ice, ตู้น้ำด่างหยอดเหรียญ ALKALINE WATER , เครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติ Coin Dragon, ไบร์โอเชฟ จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า  เป็นต้น

เรามุ่งหวังว่าการจัดงานครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างเงินสร้างอาชีพให้แก่คนไทยในยามที่เศรษฐกิจมีความผันผวนไม่แน่นอนในปัจจุบัน การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อาชีพที่มั่นคง เก็บเกี่ยวผลกำไรระยะยาว และมีระบบช่วยในการบริหารจัดการ น่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่มองหาอาชีพในยุคนี้   จึงขอเชิญชวนมาเดินงานนี้ พูดคุยเจรจาธุรกิจกับเจ้าของตัวจริง ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นจัดเต็มเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  สำหรับงานนี้คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ราว 25 ล้านบาท” คุณวิมลณ์เกศ กล่าวทิ้งท้าย 

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางรายได้ใหม่  วัยเกษียณที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้สร้างเม็ดเงิน  รวมทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจมาเดินงานนี้ มหกรรมชี้ช่องรวย ครั้งที่ 19 “Vending Machine Business – ธุรกิจแฟรนไชส์ยุคใหม่ทำเงิน 24 ชั่วโมง จัดเต็มตลอด 4 วัน วันที่ 5–8 มีนาคม 2569  ณ M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 094-915-4624, 062-845-9515
ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าคลิก >> https://forms.gle/zWn5gZZBCYh4VGFc7

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย จัดกิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2569

     วันนี้ (3 มีนาคม 2569) เวลา  19.00 น. ณ โบราณสถานเกาะกลางน้ำ วัดตระพังทอง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2569  โดยมี นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นางสาวณัคนางค์ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 1 นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 3 ดร.พรรณสิริ กุลนาถสิริ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรม



     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย กำหนดจัดกิจกรรม"เวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัย ประจำปี2569 พร้อมการแสดงโขนจาก วิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย ชุด "รามาวตาล" ภายใต้แนวทาง Green Event โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา อันเป็นการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่าเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 


      ภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วยพิธีเวียนเทียนด้วย “ตะคัน” ซึ่งเป็นภาชนะดินเผาใส่น้ำมันสำหรับจุดไฟตามแบบโบราณ สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองมรดกโลกสุโขทัย หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเวียนเทียนได้มีการแสดงดนตรีไทยบรรเลง และการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจรับชมจำนวนมาก

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศูนย์ประชุมฯไคซ์ ขอนแแก่น ติด Top 5 Exhibition Venue ในเวที AMVS รองรับการจัดงานระดับอาเซียนได้อย่างเป็นระบบ

23 กุมภาพันธ์ 2569 , ขอนแก่น — ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น หรือ KICE ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน ASEAN MICE Venue Standard (AMVS) และได้รับการประกาศผลบนเวที ASEAN Tourism Standards Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่องาน ASEAN Tourism Forum 2026 (ATF 2026) ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

สำหรับผลการประเมินประจำปี 2568 KICE ได้รับคะแนนติดอันดับ Top 5 ของประเภท Exhibition Venue จากเกณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการสถานที่ และคุณภาพการให้บริการโดยรวม

การผ่านการรับรองมาตรฐาน AMVS ในครั้งนี้ ทำให้ ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ อยู่ในกลุ่มสถานที่จัดงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับอาเซียนและได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 5 ของประเภท Exhibition Venue ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้จัดงานองค์กรและผู้จัดงานระดับนานาชาติ ทั้งในด้านความพร้อมของพื้นที่จัดงาน ระบบสนับสนุนการจัดงาน และการบริหารจัดการหน้างานอย่างเป็นระบบ


คุณปรมัตถ์ พูลสมบัติ ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจสำนักงาน และ ธุรกิจศูนย์ประชุม และแสดงสินค้า กล่าวว่า ผู้จัดงานในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ขนาดของพื้นที่แต่ให้ความสำคัญกับระบบและทีมงานที่จะช่วยให้งานบรรลุผลลัพธ์ได้จริง การผ่านการรับรองมาตรฐานอาเซียนของ KICE ช่วยให้การตัดสินใจชัดเจนขึ้น เพราะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสถานที่ทั้งในด้านโครงสร้าง การจัดการ และการปฏิบัติงานหน้างาน เราพัฒนา KICE ให้เป็น venue ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดงาน เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถโฟกัสกับเนื้อหาและเป้าหมายของงานได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน KICE ยังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านไมซ์ที่สำคัญของภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) รองรับการจัดงานระดับประเทศและระดับภูมิภาค และเชื่อมโยงผู้จัดงานจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับอาเซียนครั้งนี้จึงช่วยเสริมความมั่นใจให้กับองค์กรและผู้จัดงานที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานซึ่งมีมาตรฐานชัดเจนสามารถคาดหวังคุณภาพการให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ และรองรับการจัดงานสำคัญในระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต  #KICE #ASEANTourismStandardsAwards2026 #ASEANMICEVenueStandard #ATF2026#MICEVenue #GMS


เกี่ยวกับศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ไคซ์ ขอนแก่น
ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ (KICE) เป็นสถาปัตยกรรมทันสมัย ระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดขอนแก่น อันเป็นศูนย์กลางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ ก่อสร้างด้วยระบบหลังคาแบบยาว (Long Span) ทำให้ตัวอาคารแสดงสินค้าปราศจากเสากลาง ภายในอาคารมีพื้นที่ขนาด 7,510 ตร.ม. และภายนอกอาคารมีพื้นที่ 4,680 ตร.ม.

ศูนย์การประชุมฯ ไคซ์ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการจัดงานแสดงสินค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรหนัก งานประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ งานแต่งงาน ไปจนถึงคอนเสิร์ตของนักร้อง ศิลปินระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี ด้วยศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) ที่กำลังก้าวไปข้างหน้า ทำให้ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์: www.KICE-Center.com



โวยวายดอทคอม